<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>(แค่) บันทึกของหมอคนหนึ่ง &#187; เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน</title>
	<atom:link href="http://www.justadoctor.com/category/rural_hospital/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.justadoctor.com</link>
	<description>JustaDoctor.com โดย ณ.จิตต์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Jun 2015 13:18:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>กระแส specialist กับแพทย์ชนบท</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa-specialist-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%97.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa-specialist-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%97.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:14:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=72</guid>
		<description><![CDATA[<p>เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการแพทย์ในประเทศไทย มุ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีค่อนข้างมาก และเน้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค โดยมีการแบ่งสาขาของแพทย์ออกเป็นสาขาย่อยๆมากมาย และยังมีอนุสาขาอีกต่างหาก ซึ่งเป็นการเดินตามวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยเองก็รู้สึกชื่นชอบกับลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะในสังคมเมือง ดังจะเห็นได้จากชาวบ้านในเมือง เมื่อเจ็บป่วยก็จะมุ่งเน้นหาหมอเฉพาะโรค เช่นรู้สึกปวดหัวก็จะไปให้หมอที่ชำนาญด้านโรคสมองโรคประสาทดู ปวดเข่าก็ต้องไปให้หมอกระดูกดู ในต่างจังหวัดเองก็เช่นกัน ถ้าชาวบ้านมีทางเลือก เชื่อได้เลยว่าเขาต้องเลือกไปหาหมอเฉพาะทางก่อนแน่             </p>
<p>สาเหตุของค่านิยมดังกล่าว มาจากกระแสทุนนิยม และบริโภคนิยม โดยถือเรื่องวัตถุเป็นหลัก เนื่องจากในสมัยก่อนหมอเฉพาะทางจะอยู่ในเมืองเท่านั้น และจะอยู่ในโรงพยาบาลที่ใหญ่หรืออยู่ในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งมีบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ชาวบ้านพอมาโรงพยาบาลได้เห็นตึกใหญ่ๆ มีเจ้าหน้าที่มากมายเดินกันให้ขวักไขว่ ต้องไปห้องโน้นทีห้องนี้ที ไปเจาะเลือด x-ray ฯลฯ ชาวบ้านจะเชื่อถือไปกว่าครึ่งแล้ว ตรงกันข้ามกับหมอในโรงพยาบาลเล็กๆ ซึ่งมีตึกเก่าๆ ดุซอมซ่อ ไม่มีการแบ่งเป็นแผนกต่างๆ ห้องยา ห้องเจาะเลือด ห้องเอ๊กซเรย์ดูเล็กๆไม่น่าเชื่อถือ ชาวบ้านก็ไม่ศรัทธา ต่อมาเมื่อการแพทย์ก้าวหน้ากระจายไปถึงขนาดมีโรงพยาบาลใหญ่ในทุกๆจังหวัด และมีโรงพยาบาลอำเภอทุกอำเภอ ถนนหนทาง การคมนาคมดีขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น บางคนเป็นหวัดนิดหน่อย ก็อุตสาห์เหมารถเข้าไปรักษาในตัวจังหวัด ทั้งๆที่อาจจะรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนหรือแม้แต่สถานีอนามัยก็ได้ การลัดขั้นตอนจึงเกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากชาวบ้านขาดศรัทธาในหมอโรงพยาบาลเล็กๆนั่นเอง</p>
<p>แต่ถ้าพิจารณาดีๆแล้วที่ชาวบ้านไม่ศรัทธาในหมอในโรงพยาบาลเล็กๆ ส่วนใหญ่เนื่องจากสภาพภายนอกของโรงพยาบาลมากกว่าไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเท่าไร ชาวบ้านเขาไม่รู้หรอกว่าหมอที่นั่งอยู่หน้าเขา เป็นหมอที่เก่งแค่ไหน มีความรู้ความชำนาญแค่ไหน รู้แต่เพียงว่า หมอโรงพยาบาลเล็กๆก็คงสู้หมอโรงพยาบาลใหญ่ๆไม่ได้ และหมอโรงพยาบาลของรัฐก็สู้หมอรพ.เอกชนไม่ได้ ไม่เชื่อลองให้อาจารย์โรงเรียนแพทย์เลยก็ได้ ไปนั่งตรวจคนไข้ที่สถานีอนามัยสัก 1 <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa-specialist-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%97.html">กระแส specialist กับแพทย์ชนบท</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการแพทย์ในประเทศไทย มุ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีค่อนข้างมาก และเน้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค โดยมีการแบ่งสาขาของแพทย์ออกเป็นสาขาย่อยๆมากมาย และยังมีอนุสาขาอีกต่างหาก ซึ่งเป็นการเดินตามวัฒนธรรมตะวันตก สังคมไทยเองก็รู้สึกชื่นชอบกับลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะในสังคมเมือง ดังจะเห็นได้จากชาวบ้านในเมือง เมื่อเจ็บป่วยก็จะมุ่งเน้นหาหมอเฉพาะโรค เช่นรู้สึกปวดหัวก็จะไปให้หมอที่ชำนาญด้านโรคสมองโรคประสาทดู ปวดเข่าก็ต้องไปให้หมอกระดูกดู ในต่างจังหวัดเองก็เช่นกัน ถ้าชาวบ้านมีทางเลือก เชื่อได้เลยว่าเขาต้องเลือกไปหาหมอเฉพาะทางก่อนแน่             </p>
<p>สาเหตุของค่านิยมดังกล่าว มาจากกระแสทุนนิยม และบริโภคนิยม โดยถือเรื่องวัตถุเป็นหลัก เนื่องจากในสมัยก่อนหมอเฉพาะทางจะอยู่ในเมืองเท่านั้น และจะอยู่ในโรงพยาบาลที่ใหญ่หรืออยู่ในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งมีบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ชาวบ้านพอมาโรงพยาบาลได้เห็นตึกใหญ่ๆ มีเจ้าหน้าที่มากมายเดินกันให้ขวักไขว่ ต้องไปห้องโน้นทีห้องนี้ที ไปเจาะเลือด x-ray ฯลฯ ชาวบ้านจะเชื่อถือไปกว่าครึ่งแล้ว ตรงกันข้ามกับหมอในโรงพยาบาลเล็กๆ ซึ่งมีตึกเก่าๆ ดุซอมซ่อ ไม่มีการแบ่งเป็นแผนกต่างๆ ห้องยา ห้องเจาะเลือด ห้องเอ๊กซเรย์ดูเล็กๆไม่น่าเชื่อถือ ชาวบ้านก็ไม่ศรัทธา ต่อมาเมื่อการแพทย์ก้าวหน้ากระจายไปถึงขนาดมีโรงพยาบาลใหญ่ในทุกๆจังหวัด และมีโรงพยาบาลอำเภอทุกอำเภอ ถนนหนทาง การคมนาคมดีขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น บางคนเป็นหวัดนิดหน่อย ก็อุตสาห์เหมารถเข้าไปรักษาในตัวจังหวัด ทั้งๆที่อาจจะรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนหรือแม้แต่สถานีอนามัยก็ได้ การลัดขั้นตอนจึงเกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากชาวบ้านขาดศรัทธาในหมอโรงพยาบาลเล็กๆนั่นเอง</p>
<p>แต่ถ้าพิจารณาดีๆแล้วที่ชาวบ้านไม่ศรัทธาในหมอในโรงพยาบาลเล็กๆ ส่วนใหญ่เนื่องจากสภาพภายนอกของโรงพยาบาลมากกว่าไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเท่าไร ชาวบ้านเขาไม่รู้หรอกว่าหมอที่นั่งอยู่หน้าเขา เป็นหมอที่เก่งแค่ไหน มีความรู้ความชำนาญแค่ไหน รู้แต่เพียงว่า หมอโรงพยาบาลเล็กๆก็คงสู้หมอโรงพยาบาลใหญ่ๆไม่ได้ และหมอโรงพยาบาลของรัฐก็สู้หมอรพ.เอกชนไม่ได้ ไม่เชื่อลองให้อาจารย์โรงเรียนแพทย์เลยก็ได้ ไปนั่งตรวจคนไข้ที่สถานีอนามัยสัก 1 เดือน จะมีชาวบ้านศรัทธาซักกี่มากน้อย             </p>
<p>จะเห็นได้ว่าหมอในชนบทจะถูกสังคมภายนอกมองเสมอว่า เป็นหมอที่ไม่เก่ง ไม่มีความรู้ ไม่มียาที่ดีๆในการรักษา หมอในชนบทส่วนใหญ่ก็คือหมอทั่วไปนั่นเอง ซึ่งไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง พอหมอชนบทเข้ามาในเมืองก็มักจะถูกถามเสมอว่าเป็นหมออะไร พอบอกว่าเป็นหมอทั่วไปรักษาได้ทุกโรค คนในเมืองก็มักจะมองอย่างแปลกๆ ผสมกับการดูถูกเล็กน้อย ว่าเป็นหมอธรรมดาซึ่งไม่ได้เรียนต่อ ถ้าบอกว่าเป็นหมอสมอง หมอหัวใจ หมอผ่าตัด ทุกคนจะมองอย่างชื่นชมและให้การยกย่อง หมอทั่วไปจึงดำรงอยู่ยากในเมือง เนื่องจากขาดความเป็นที่เชื่อถือนั่นเอง และเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หมอทั่วไปมักจะไม่มีโอกาสทำงานในเมือง เพราะหมอในเมืองส่วนใหญ่มากๆ เป็น specialist หมดแล้ว โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลของรัฐก็จะรับแต่หมอเฉพาะทาง หมอทั่วไปจึงไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำงาน ครั้นจะลาออกไปเปิด Clinic โดยไม่ได้ชำนาญด้านอะไรเป็นพิเศษก็มักจะไม่มีคนไข้เข้าร้านเท่าไร หมอทั่วไปจึงมีทางเลือกค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน</p>
<p><span class="article_separator"> </span></p>
<p><script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%aa-specialist-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%97.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฏหมายใหม่กับการชันสูตร</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:13:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=70</guid>
		<description><![CDATA[<p> เรื่องกฎหมายใหม่กับการชันสูตรพลิกศพ เป็นเรื่องที่พูดกันมากในระยะหลังๆ เนื่องจากในสมัยก่อน ปกติแล้วถ้ามีคนตายผิดธรรมชาติ ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม ตำรวจจะเป็นผู้นำส่งศพมาให้แพทย์ตรวจที่โรงพยาบาลเอง แต่ในกฎหมายใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ มิย.43 นี่เอง เป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหลักการคือ จะพิทักษ์สิทธิของประชาชนให้มากขึ้น มีการคานอำนาจของพนักงานสอบสวน โดยจะมีการบังคับให้แพทย์ต้องไปชันสูตรณ.ที่เกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้แพทย์มีความลำบากขึ้นมาก โดยเฉพาะแพทย์ในโรงพยาบาลเล็กๆ</p>
<p>             กฎหมายใหม่ระบุให้แพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชวิทยา เป็นแพทย์ลำดับแรกที่จะต้องออกไปชันสูตร และถ้าไม่มีแพทย์นิติเวช ให้แพทย์โรงพยาบาลรัฐในท้องที่นั้นๆออกไปทำหน้าที่แทน และถ้าไม่มีอีก ลำดับถัดไปคือแพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในท้องที่ของน้องจะไม่มีแพทย์นิติเวชอยู่แล้ว ดังนั้นแพทย์ที่ต้องไปชันสูตรก็คือพวกแพทย์ที่อยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งหมายความรวมถึงโรงพยาบาลชุมชนที่น้องๆทำงานอยู่ด้วยนะ ดังนั้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้น หรือมีการพบคนตายเกิดขึ้น ทางตำรวจมักจะแจ้งมาที่โรงพยาบาล ซึ่งถ้าเป็นนอกเวลาราชการ แพทย์เวรจะเป็นผู้รับผิดชอบงานทุกอย่างอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีการแจ้งมาจริงและบังเอิญน้องเป็นเวรพอดี ก็ถือว่าโชคไม่ดีไป ตำรวจมักจะอ้างกฎหมายใหม่และเร่งรัดให้หมอออกไปตรวจด้วย แต่การไปกับตำรวจในที่เกิดเหตุ น้องต้องทิ้งงานที่โรงพยาบาลไป ไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ ถ้ามีคนไข้ฉุกเฉินมาโรงพยาบาลล่ะ ใครจะรับผิดชอบ หลายๆประเด็นเหล่านี้เป็นความยากลำบากของหมอในรพช.มาก นอกจากนี้เรื่องความปลอดภัยของหมอล่ะ ใครจะรับผิดชอบได้ ยิ่งถ้าเป็นหมอผู้หญิงด้วยแล้ว ไปแต่กับตำรวจที่มีแต่ผู้ชาย ก็คงลำบากใจไม่น้อย และในที่เกิดเหตุก็ไม่แน่ว่าจะมีอันตรายอะไรหรือเปล่า เช่นเป็นคดีฆ่ากันตายหลายศพ หมอต้องเข้าไปเสี่ยงไปดูศพเองหรือ ไม่รู้จะมีใครซุ่มอยู่หรือเปล่า เป็นฝ่ายไหนก็ไม่รู้</p>
<p>            ทางแพทย์กลุ่มหนึ่งจึงมีการรวมตัวกันร้องเรียนไปยังแพทยสภาและระดับกระทรวง ขอให้ชะลอการบังคับใช้ไปก่อน และแก้ไขให้เหมาะสมในสภาพการณ์จริง ซึ่งผลการร้องเรียนยังไม่ทราบ คงต้องติดตามต่อไป พี่เห็นด้วยนะว่ามันต้องแก้กฎหมาย ออกกฏมาแบบนี้สร้างความลำบากให้แพทย์มาก <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95.html">กฏหมายใหม่กับการชันสูตร</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> เรื่องกฎหมายใหม่กับการชันสูตรพลิกศพ เป็นเรื่องที่พูดกันมากในระยะหลังๆ เนื่องจากในสมัยก่อน ปกติแล้วถ้ามีคนตายผิดธรรมชาติ ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม ตำรวจจะเป็นผู้นำส่งศพมาให้แพทย์ตรวจที่โรงพยาบาลเอง แต่ในกฎหมายใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ มิย.43 นี่เอง เป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหลักการคือ จะพิทักษ์สิทธิของประชาชนให้มากขึ้น มีการคานอำนาจของพนักงานสอบสวน โดยจะมีการบังคับให้แพทย์ต้องไปชันสูตรณ.ที่เกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้แพทย์มีความลำบากขึ้นมาก โดยเฉพาะแพทย์ในโรงพยาบาลเล็กๆ</p>
<p>             กฎหมายใหม่ระบุให้แพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชวิทยา เป็นแพทย์ลำดับแรกที่จะต้องออกไปชันสูตร และถ้าไม่มีแพทย์นิติเวช ให้แพทย์โรงพยาบาลรัฐในท้องที่นั้นๆออกไปทำหน้าที่แทน และถ้าไม่มีอีก ลำดับถัดไปคือแพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในท้องที่ของน้องจะไม่มีแพทย์นิติเวชอยู่แล้ว ดังนั้นแพทย์ที่ต้องไปชันสูตรก็คือพวกแพทย์ที่อยู่ตามโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งหมายความรวมถึงโรงพยาบาลชุมชนที่น้องๆทำงานอยู่ด้วยนะ ดังนั้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้น หรือมีการพบคนตายเกิดขึ้น ทางตำรวจมักจะแจ้งมาที่โรงพยาบาล ซึ่งถ้าเป็นนอกเวลาราชการ แพทย์เวรจะเป็นผู้รับผิดชอบงานทุกอย่างอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีการแจ้งมาจริงและบังเอิญน้องเป็นเวรพอดี ก็ถือว่าโชคไม่ดีไป ตำรวจมักจะอ้างกฎหมายใหม่และเร่งรัดให้หมอออกไปตรวจด้วย แต่การไปกับตำรวจในที่เกิดเหตุ น้องต้องทิ้งงานที่โรงพยาบาลไป ไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ ถ้ามีคนไข้ฉุกเฉินมาโรงพยาบาลล่ะ ใครจะรับผิดชอบ หลายๆประเด็นเหล่านี้เป็นความยากลำบากของหมอในรพช.มาก นอกจากนี้เรื่องความปลอดภัยของหมอล่ะ ใครจะรับผิดชอบได้ ยิ่งถ้าเป็นหมอผู้หญิงด้วยแล้ว ไปแต่กับตำรวจที่มีแต่ผู้ชาย ก็คงลำบากใจไม่น้อย และในที่เกิดเหตุก็ไม่แน่ว่าจะมีอันตรายอะไรหรือเปล่า เช่นเป็นคดีฆ่ากันตายหลายศพ หมอต้องเข้าไปเสี่ยงไปดูศพเองหรือ ไม่รู้จะมีใครซุ่มอยู่หรือเปล่า เป็นฝ่ายไหนก็ไม่รู้</p>
<p>            ทางแพทย์กลุ่มหนึ่งจึงมีการรวมตัวกันร้องเรียนไปยังแพทยสภาและระดับกระทรวง ขอให้ชะลอการบังคับใช้ไปก่อน และแก้ไขให้เหมาะสมในสภาพการณ์จริง ซึ่งผลการร้องเรียนยังไม่ทราบ คงต้องติดตามต่อไป พี่เห็นด้วยนะว่ามันต้องแก้กฎหมาย ออกกฏมาแบบนี้สร้างความลำบากให้แพทย์มาก หมอบางคนต่อต้านโจมตีกฎหมายนี้มาก ว่าไปถึงหมอในกระทรวงหรือในแพทยสภาที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงของหมอต่างจังหวัด ที่ต้องดูแลคนไข้ทั้งอำเภอ และถ้าถูกตามตอนดึกๆล่ะ ไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้ ต้องขึ้นเขาลงห้วยเดินเท้าไปหรือเปล่า และถ้ามีคนไข้ฉุกเฉินมาตอนหมอไม่อยู่ล่ะ หมอซึ่งออกไปชันสูตรก็ถูกร้องเรียนเผลอๆจะถูกแจ้งความในข้อหาละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตก็ได้ มีโทษถึงติดคุกเชียวนะ และใครจะรับประกันความปลอดภัยให้หมอได้ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นประเด็นถูกต่อต้านมาก เนื่องจาก การให้หมอไปดูที่เกิดเหตุ ก็ใช่ว่าหมอจะสามารถลงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีได้ เนื่องจากหมอไม่ได้ฝึกให้ไปตรวจที่เกิดเห็น และไม่มีหน้าที่ไปลงบันทึกร่องรอยอื่นๆด้วย เช่น ไม่ต้องลงว่ามีคราบเลือดตรงไหน มีของแปลกปลอมตรงไหน ที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจ หมอเองก็ใช่ว่าจะมีความรู้ทางนิติเวชมาก ในการเรียนแพทย์เราก็ได้รับการสอนน้อยอยู่แล้ว การแก้ไขปัญหานี้พี่ว่าน่าจะชะลอการใช้กฎหมายไปก่อน หรือแก้ไขกฎหมายให้แพทย์ตามรพช.สามารถปฏิบัติได้จริง</p>
<p>             แนวทางการแก้ไขเฉพาะหน้า ในเมื่อยังแก้ไขกฎหมายไม่ได้ และทางผู้ใหญ่ของเรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หลายๆโรงพยาบาลจึงต้องดิ้นรนหาหนทางกันเอง จริงๆถ้าน้องอ่านดูตัวกฎหมายอย่างละเอียด น้องจะพบว่า ไม่มีตรงไหนที่เขียนว่าแพทย์ต้องออกไปชันสูตรในที่เกิดเหตุ แต่เขียนไว้ว่า ห้ามเคลื่อนย้ายศพจนกว่าจะมีการชันสูตรเสร็จสิ้น และเขียนไว้อีกประเด็นหนึ่งว่าแพทย์ต้องทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ ดังนั้น ก็เป็นการบังคับไปกลายๆว่าหมอต้องไปชันสูตรในที่เกิดเหตุนะ แต่กฏหมายมีข้อยกเว้นให้สามารถเคลื่อนย้ายศพได้ใน 2 กรณีคือ เคลื่อนย้ายได้เพื่อสุขภาพอนามัยของประชาชนหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ตรงข้อยกเว้นนี้ทำให้แพทย์บางโรงพยาบาลอ้างเพื่อให้ตำรวจเอาศพมาโรงพยาบาล โดยอาจอ้างว่าหมอต้องอยู่เวรดูแลคนไข้ ดังนั้นเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่สามารถไปตรวจศพได้ หรือในกรณีศพอุบัติเหตุ อาจจะอ้างว่า ศพอยู่กลางถนน ถ้าทิ้งไว้ อาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกได้ จึงต้องเคลื่อนย้ายเพื่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือหมอบางโรงพยาบาลอาจจะอ้างว่าอยู่เวรคนเดียวออกไปไม่ได้ ให้ไปตามหมอลำดับต่อไป คือหมอประจำสสจ.ไปตรวจแทน ทั้งนี้และทั้งนั้น พี่ว่าถ้ามีการคุยกันอย่างเปิดอกระหว่างหมอกับตำรวจในท้องที่นั้นๆจะเป็นการดีมาก โดยถ้าเป็นในระดับผู้ใหญ่จะยิ่งดี เช่นเป็นในระดับจังหวัด ได้ข่าวว่าบางจังหวัดมีการคุยกันในระดับผู้ว่า สสจ. และผู้บังคับการตำรวจประจำจังหวัดเลย โดยตัวแทนแพทย์คงต้องบอกเหตุผลและความจำเป็นของหมอว่าบางครั้งไม่สามารถชันสูตรนอกสถานที่ได้เพราะอะไร ถ้าคุยกันได้เข้าใจก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้าในระดับจังหวัดไม่มีการคุยกัน บางครั้งในระดับอำเภอก็มีการคุยกัน โดยอาจเป็นผอ.ไปคุยกับผู้กำกับ ช้แจงเหตุผลให้ทราบ และอาจให้ตำรวจเอาศพมาตรวจเป็นบางกรณี แต่ในบางรายถ้าตายในเวลาราชการ และไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก รูปคดีซับซ้อน และมีหมอหลายคนอาจจะมีการไปชันสูตรนอกสถานที่ได้ แต่ถ้านอกเวลา มีหมอคนเดียว หรือไกลมาก ไม่ปลอดภัย อาจต้องขอร้องให้ตำรวจนำศพมาโรงพยาบาล เหล่านี้เป็นทางออกทางหนึ่งที่พอจะช่วยได้ อย่างที่เขาว่าบางครั้งใช้หลักนิติศาสตร์หรือยึดตัวกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ด้วย ว่าทำได้ไม่ได้ในทางปฏิบัติอย่างๆไร</p>
<p>            และถ้าน้องจำเป็นต้องไปชันสูตรนอกสถานที่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ มีข้อแนะนำบางอย่าง คือข้อแรกน้องต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก ต้องมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปกับน้องด้วยอีกอย่างน้อยหนึ่งคน ไม่ควรไปกับตำรวจเพียงลำพัง โดยเฉพาะน้องผู้หญิง ข้อต่อมาคือควรจะให้แน่ใจก่อนว่าสถานที่พบศพอยู่ที่ไหน การเดินทางไปลำบากแค่ไหน เพราะบางกรณี เช่นคนตายในป่า มีชาวบ้านแจ้งมา ตำรวจยังไม่ได้ไปเลยนะ ตำรวจก็มาตามหมอที่รพ.ก่อนให้ไปด้วยกัน บางครั้งแต่จริงๆแล้วพบบ่อยนะเลยล่ะ คือตำรวจมักจะหลงหาสถานที่เกิดเหตุไม่เจอ โดยเฉพาะถ้าเป็นป่า ต้องเดินเข้าไปนาน โอกาสหลงมีเยอะมาก และถ้าไปตอนเย็นๆละ น้องอาจจะติงร่างแหหลงป่า ต้องนอนในป่าก็ได้ ดังนั้นควรได้รับคำยืนยันก่อนว่า พบศพที่ไหน ตำรวจไปถึงหรือยัง เดินทางเข้าไปอย่างไร ส่วนใหญ่พี่มักจะขอให้ตำรวจไปก่อน พอพบศพแล้ว ให้ว.มาที่รพ. แล้วพี่ค่อยออกไปชันสูตรโดยนั่งรถรพ.ไป</p>
<p>             อีกอย่างหนึ่งคือ พยายามสังเกตุรายละเอียด สภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุ ลองคุยกับตำรวจถึงรูปคดี แต่อย่าลืมนะว่าหมอไม่มีหน้าที่บันทึกที่เกิดเหตุ เราบันทึกสภาพศพและผลการชันสูตรก็พอ ถ้าไม่สามารถลงความเห็นอะไรได้ ก็บอกตำรวจตรงๆ อาจจะต้องนำศพกลับมาผ่า มา X ray หรือส่งไปยังสถาบันนิติเวชเลย ถ้ารูปคดีมีปัญหา</p>
<p>             เรื่องค่าตอบแทน ขณะนี้มีระเบียบออกมาแล้ว ว่าหมอสามารถได้ค่าตอบแทน โดยจะได้ 800 บาทต่อการตรวจศพนอกโรงพยาบาล 1 ครั้ง และได้ 500 บาท ต่อการตรวจศพในโรงพยาบาล และถ้ามีการผ่าศพหรือถ้าเป็นแพทย์นิติเวชตรวจ จะได้รับเงินมากขึ้น</p>
<p>             เป็นอย่างไรบ้างครับ เรื่องกฎหมายใหม่ หวังว่าคงได้รับความกระจ่างขึ้นบ้างนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คาใจของน้องบางคน บางคนไม่ยอมมารพช.เพราะต้องมาชันสูตร และต้องไปนอกสถานที่ด้วยก็มี ไม่เป็นไรครับขณะนี้เริ่มมีการตอบสนองจากผู้หลักผู้ใหญ่ของพวกเราแล้ว หวังว่าคงได้มีการแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป</p>
<p>** ขอให้ตรวจสอบข้อมูลกฎหมายในปัจจุบัน เนื่องจากมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางส่วนหลังจากปี 2543 ที่ผู้เขียนใด้เขียนบทความนี้ขึ้น</p>
<p> <script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%8f%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การชันสูตรพลิกศพ</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a8%e0%b8%9e.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a8%e0%b8%9e.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:12:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[<p> ลองนึกย้อนกลับไปในสมัยที่น้องยังไม่ได้เข้าเรียนแพทย์ น้องคงไม่ได้คิดว่า หน้าที่หนึ่งของหมอคือการตรวจศพคนตายแน่เลย เพราะโดยทั่วไปแล้วเราจะเข้าใจกันว่าหมอมีหน้าที่รักษาคน แต่ตอนนี้น้องคงเข้าใจและต้องยอมรับไปโดยปริยายว่าเป็นหน้าที่ของหมอเหมือนกันในการตรวจศพคนตายด้วย   เรื่องราวในหลักวิชาการน้องคงเคยได้เรียนมาแล้วในวิชานิติเวช แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าหลักสูตรแพทยศาสตร์ของเรา มีชั่วโมงและหน่วยกิตที่ให้ในวิชานิติเวชวิทยาค่อนข้างน้อย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงเราต้องใช้ความรู้ของวิชานี้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะแพทย์ในชนบท</p>
<p>           ศพที่น้องจำเป็นต้องชันสูตรพลิกศพคือ การตายที่ผิดธรรมชาติ และการตายโดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการตายที่ผิดธรรมชาตินั้นมี 5 ชนิดคือ การตายเนื่องจากการฆ่าตัวตาย การถูกผู้อื่นฆ่า ตายจากอุบัติเหตุ ตายจากถูกสัตว์ขบกัด และการตายโดยไม่ปรากฏเหตุ การตายในลักษณะดังกล่าวหมอต้องชันสูตรพลิกศพ ดังนั้นน้องจึงมีโอกาสที่จะต้องชันสูตรอยู่บ่อยๆ โดยทั่วไปแล้วหลักการชันสูตรเบื้องต้น คือต้องการบอกให้ได้ว่า ผู้ตายคือใคร สาเหตุการตาย พฤติการณ์การตาย เวลาที่ตาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมอไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดหรอก โดยเฉพาะหมอในโรงพยาบาลชุมชน ที่ไม่ได้เป็นหมอเฉพาะทางนิติเวช   </p>
<p>           โดยปกติแล้วเมื่อมีการนำศพมาที่โรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้นำศพมา น้องควรจะถามรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับศพไว้ให้ได้มากที่สุดก่อน โดยถามคร่าวๆว่าเป็นอะไรตาย ผู้อยู่ในเหตุการณ์ โรคประจำตัว รูปการณ์ของคดี โดยถ้ายิ่งเป็นการตายโดยไม่ปรากฏเหตุ หรือรูปคดีซับซ้อน จำเป็นต้องถามข้อมูลให้ละเอียด อีกประเด็นหนึ่งที่น้องจำเป็นต้องถามเสมอคือ ญาติๆของผู้ตายมีใครติดใจเอาเรื่องหรือไม่ เพราะจะเกี่ยวพันในการฟ้องร้องคดีต่อไป หลังจากได้รายละเอียดจนพอใจแล้ว น้องคงต้องบอกพี่พยาบาลให้มาช่วยน้องชันสูตร โดยต้องเตรียมถุงมือหลายๆคู่ Mask ปิดจมูก, NG tube, syringe แก้ว, ถุงพลาสติก กระดาษและปากกา <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a8%e0%b8%9e.html">การชันสูตรพลิกศพ</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> ลองนึกย้อนกลับไปในสมัยที่น้องยังไม่ได้เข้าเรียนแพทย์ น้องคงไม่ได้คิดว่า หน้าที่หนึ่งของหมอคือการตรวจศพคนตายแน่เลย เพราะโดยทั่วไปแล้วเราจะเข้าใจกันว่าหมอมีหน้าที่รักษาคน แต่ตอนนี้น้องคงเข้าใจและต้องยอมรับไปโดยปริยายว่าเป็นหน้าที่ของหมอเหมือนกันในการตรวจศพคนตายด้วย   เรื่องราวในหลักวิชาการน้องคงเคยได้เรียนมาแล้วในวิชานิติเวช แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าหลักสูตรแพทยศาสตร์ของเรา มีชั่วโมงและหน่วยกิตที่ให้ในวิชานิติเวชวิทยาค่อนข้างน้อย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงเราต้องใช้ความรู้ของวิชานี้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะแพทย์ในชนบท</p>
<p><span style="color: #003366;">       <span style="color: #333333;">    ศพที่น้องจำเป็นต้องชันสูตรพลิกศพคือ การตายที่ผิดธรรมชาติ และการตายโดยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการตายที่ผิดธรรมชาตินั้นมี 5 ชนิดคือ การตายเนื่องจากการฆ่าตัวตาย การถูกผู้อื่นฆ่า ตายจากอุบัติเหตุ ตายจากถูกสัตว์ขบกัด และการตายโดยไม่ปรากฏเหตุ การตายในลักษณะดังกล่าวหมอต้องชันสูตรพลิกศพ ดังนั้นน้องจึงมีโอกาสที่จะต้องชันสูตรอยู่บ่อยๆ โดยทั่วไปแล้วหลักการชันสูตรเบื้องต้น คือต้องการบอกให้ได้ว่า ผู้ตายคือใคร สาเหตุการตาย พฤติการณ์การตาย เวลาที่ตาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมอไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดหรอก โดยเฉพาะหมอในโรงพยาบาลชุมชน ที่ไม่ได้เป็นหมอเฉพาะทางนิติเวช   </span></span></p>
<p><span style="color: #333333;">           โดยปกติแล้วเมื่อมีการนำศพมาที่โรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้นำศพมา น้องควรจะถามรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับศพไว้ให้ได้มากที่สุดก่อน โดยถามคร่าวๆว่าเป็นอะไรตาย ผู้อยู่ในเหตุการณ์ โรคประจำตัว รูปการณ์ของคดี โดยถ้ายิ่งเป็นการตายโดยไม่ปรากฏเหตุ หรือรูปคดีซับซ้อน จำเป็นต้องถามข้อมูลให้ละเอียด อีกประเด็นหนึ่งที่น้องจำเป็นต้องถามเสมอคือ ญาติๆของผู้ตายมีใครติดใจเอาเรื่องหรือไม่ เพราะจะเกี่ยวพันในการฟ้องร้องคดีต่อไป หลังจากได้รายละเอียดจนพอใจแล้ว น้องคงต้องบอกพี่พยาบาลให้มาช่วยน้องชันสูตร โดยต้องเตรียมถุงมือหลายๆคู่ Mask ปิดจมูก, NG tube, syringe แก้ว, ถุงพลาสติก กระดาษและปากกา โดยน้องควรจะบรรยายลักษณะโดยทั่วไปของศพก่อน แล้วค่อยๆลงรายละเอียด ถ้าคิดว่าบาดแผลไหนใหญ่ และเป็นสาเหตุการตายต้องลงให้ละเอียด และต้องตรวจดูศพให้ทั่วทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ถ้าเป็นกรณีศพเป็นผู้หญิงอาจต้องตรวจอวัยวะเพศหาร่องรอยการทำผิดทางเพศด้วย</span></p>
<p><span style="color: #333333;">              ถ้าเป็นกรณีตายจากอุบัติเหตุ มักไม่ยุ่งยากซับซ้อนนัก การลงบาดแผลอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ พยายามเพ่งเล็กไปที่บาดแผลใหญ่ๆ อวัยวะที่สำคัญ ความกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายใน น้องสามารถที่จะ X ray ศพดูได้ ถ้าสงสัยกระดูกหัก หรือหากระสุนปืนก็ได้ เวลาชันสูตรน้องอาจจะไม่มีมือว่างในการลงบันทึกเพราะกำลังใส่ถุงมือและกำลังตรวจอยู่ อาจพูดให้พี่พยาบาลเขียนตามคำที่น้องบอกก็ได้ เมื่อน้องชันสูตรเสร็จแล้วและเสร็จสิ้นขบวนการทางตำรวจแล้ว ก็มักจะอนุญาตให้ญาติรับศพไปได้เลย หลังจากนั้นพยาบาลจะเป็นคนเก็บบันทึกต่างๆไว้ให้ โดยปกติจะเก็บไว้ใน OPD card ส่วนใบชันสูตรจากตำรวจจะตามมาทีหลัง น้องค่อยเขียนทีหลังก็ได้ แต่ต้องลงบันทึกให้ดีใน OPD card ก่อน เวลามาเขียนใบชันสูตรจะได้ไม่สับสน</span></p>
<p><span style="color: #333333;">              สำหรับใบชันสูตร ในส่วนที่ให้แพทย์เขียนจะมี 2 ตอนด้วยกันคือ ตอนแรกจะเป็นการบรรยายสภาพศพโดยทั่วไป น้องก็ใช้หลักการเดิมนะ ว่าเห็นอะไรก็เขียนไปอย่างนั้น ไม่ต้องมีการเติมแต่งเข้าไปเอง ไม่ต้องสันนิษฐานอะไร เห็นแผลอย่างไรก็เขียนไป และไม่ต้องเอาคำบอกเล่าของญาติหรือของตำรวจมาเขียนหรอก เขียนแต่สภาพศพตามความเป็นจริง อย่าลืมนะว่าเรามีหน้าที่ตรวจแต่ตัวศพ และให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาพศพ ไม่ต้องบรรยายในสิ่งอื่นที่เราไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ตรวจ อาจเขียนผล X ray หรือผลตรวจต่างๆได้ แต่ถ้าไม่ได้ตรวจก็ไม่ต้องพยายามเขียน เช่นเราคลำกระดูกหน้าแล้วคาดว่าไม่หัก แต่ไม่ได้ X ray เราก็เขียนเพียงว่าคลำกระดูกใบหน้า ไม่พบรอยหักของกระดูกก็พอ เห็นไหมว่าเราเขียนบอกว่าคลำไม่พบเท่านั้นนะ เราไม่ได้ยืนยันว่ากระดูกหน้าไม่หัก เขียนเท่าที่เขียนได้</span></p>
<p><span style="color: #333333;">             สำหรับในส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่ให้หมอเขียนแสดงสาเหตุการตายเท่าที่สามารถทำได้ หลักการก็มีอยู่ง่ายๆว่า ควรใชัคำว่าสันนิษฐานหรือคาดว่าเข้าช่วย หรือถ้าเราไม่รู้สาเหตุจริงๆก็อย่ากลัวที่จะเขียนว่าไม่รู้ เช่นถ้าเป็นศพอุบัติเหตุแล้วกระโหลกยุบเห็นเนื้อสมองเลย หมอมักจะเขียนสาเหตุการตายได้ไม่ยากนักคือ สันนิษฐานว่าศีรษะและสมองได้รับการกระแทกจากของแข็งไม่มีคมอย่างรุนแรง จนทำให้ได้รับความกระทบกระเทือนมาก เป็นเหตุให้เสียชีวิต อย่าลืมการใช้คำว่าสันนิษฐาน ถ้าในรายที่น้องไม่แน่ใจว่าตายจากอะไร ควรจะแนะนำหรือคุยกับตำรวจก่อนว่าโดยการตรวจภายนอกแค่นี้เราบอกอะไรไม่ได้ น่าจะต้องส่งศพไปตรวจต่อ โดยปกติจะต้องส่งไปตรวจที่สถาบันนิติเวชที่กรุงเทพฯ ต้องคุยกับตำรวจก่อน ที่จะคืนศพญาตินะ ไม่ใช่ว่าเพิ่งนึกได้ตอนจะเขียนใบชันสูตร ป่านนั้นศพถูกเผาถูกฝังไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าเราคิดว่าลงความเห็นไม่ได้ ก็ควรเขียนว่า ไม่สามารถบอกสาเหตุการตายได้ชัดเจนจากการตรวจศพภายนอก ได้แนะนำให้พนักงานสอบสวนส่งศพไปผ่าพิสูจน์ต่อที่สถาบันนิติเวช การเขียนแบบนี้จะช่วยป้องกันตัวน้องเองได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ก็เขียนว่าไม่รู้ อย่าพยายามเดาโดยไม่มีหลักวิชา ใบชันสูตรเป็นหลักฐานสำคัญอีกอย่างนะ น้องอาจจะต้องไปขึ้นศาลเป็นพยานในคดีนี้ก็ได้ ดังนั้นการจะเขียนอะไรลงไปก็ตาม ขอให้รอบคอบเสมอ อย่าเขียนอะไรที่ผูกมัดตัวเอง จำไว้ว่า เขียนในสิ่งที่เห็น สันนิษฐานเท่าที่ทำได้ และไม่รู้ก็อย่าลังเลที่จะบอกว่าไม่รู้</span></p>
<p><span style="color: #333333;">** ขอให้ตรวจสอบข้อมูลกฎหมายในปัจจุบัน เนื่องจากมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางส่วนหลังจากปี 2543 ที่ผู้เขียนใด้เขียนบทความนี้ขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #333333;"><span class="article_separator"> </span><script type="text/javascript"></script> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a8%e0%b8%9e.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หนีไม่พ้น คนไข้คดี</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:12:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[<p> ในโรงพยาบาลชุมชน น้องมีโอกาสที่จะต้องเจอกับคนไข้คดีบ่อยมาก บ่อยกว่าการอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เนื่องจากว่าน้องต้องรับผิดชอบดูแลงานห้องฉุกเฉิน และเวรนอกเวลาราชการด้วย ดังนั้นน้องจึงต้องมีโอกาสตรวจและออกใบชันสูตรในคนไข้คดีเสมอ พี่คงไม่กล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้คดีให้ฟัง เพราะเชื่อว่าน้องๆได้เรียนในวิชานิติเวชมาแล้ว แต่ขอเน้นย้ำให้ฟังในจุดเล็กๆน้อยๆแต่ก็เป็น Practical point ให้ฟังนะ</p>
<p>อย่างแรกที่สำคัญคือ คนไข้คดีทุกcase น้องต้องเป็นคนตรวจเอง และลงบันทึกบาดแผลเอง เพื่อที่น้องจะได้ออกใบชันสูตรบาดแผลให้ แม้ว่าคนไข้จะไม่มีแผลอะไรมากก็ตาม โดยทั่วไปในโรงพยาบาลเล็กๆ พยาบาลมักจะตรวจคนไข้ง่ายๆให้นอกเวลาราชการ และลงบาดแผลคร่าวๆ และสั่งยาให้กลับบ้านได้เลย แต่ถ้าเป็นคนไข้คดี แล้วพยาบาลมักจะตามแพทย์มาดูแผล หรืออาจจะนัดคนไข้มาใหม่ให้หมอตรวจ ถ้าคนไข้มาดึกมากนอกเวลาราชการ อย่างที่บอกไปแล้วนะว่า น้องต้องมาตรวจเอง ไม่ควรให้พยาบาลตรวจให้ น้องต้องลงมาดูแผลเอง แม้ว่าบางครั้งจะรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญมากก็ตาม</p>
<p>พี่ก็เคยเจอบางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีชาย 2 คนกินเหล้าและทะเลาะกัน ชกต่อย ไม่มีแผลอะไรมาก มีแต่รอยฟกช้ำ ชกกันซักประมาณตี 1 ตอนประมาณตีหนึ่งครึ่งคนเแรกก็มารพ. พยาบาลก็ตามหมอลงไปดูแผล ก็ไม่มีอะไรมาก ดูเสร็จก็กลับไปนอนต่อ พอตี 2 ก็มาอีกคนหนึ่ง เราเองก็ง่วงนอนรู้สึกหงุดหงิด มันเรื่องอะไรของเรานะต้องมานั่งดูแผล เรื่องไม่เป็นเรื่องของคน 2 ที่ทะเลาะกัน และไม่รู้จักมาพร้อมๆกันด้วย ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ก็ได้แต่บ่นในใจ แต่ก็คงต้องลงมาดูเองอยู่ดี หรือหมอบางคนอาจจะไม่ยอมลงมาดูเลยก็ได้ ให้พยาบาลนัดให้คนไข้มาใหม่ในวันพรุ่งนี้ <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5.html">หนีไม่พ้น คนไข้คดี</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> ในโรงพยาบาลชุมชน น้องมีโอกาสที่จะต้องเจอกับคนไข้คดีบ่อยมาก บ่อยกว่าการอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เนื่องจากว่าน้องต้องรับผิดชอบดูแลงานห้องฉุกเฉิน และเวรนอกเวลาราชการด้วย ดังนั้นน้องจึงต้องมีโอกาสตรวจและออกใบชันสูตรในคนไข้คดีเสมอ พี่คงไม่กล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้คดีให้ฟัง เพราะเชื่อว่าน้องๆได้เรียนในวิชานิติเวชมาแล้ว แต่ขอเน้นย้ำให้ฟังในจุดเล็กๆน้อยๆแต่ก็เป็น Practical point ให้ฟังนะ</p>
<p>อย่างแรกที่สำคัญคือ คนไข้คดีทุกcase น้องต้องเป็นคนตรวจเอง และลงบันทึกบาดแผลเอง เพื่อที่น้องจะได้ออกใบชันสูตรบาดแผลให้ แม้ว่าคนไข้จะไม่มีแผลอะไรมากก็ตาม โดยทั่วไปในโรงพยาบาลเล็กๆ พยาบาลมักจะตรวจคนไข้ง่ายๆให้นอกเวลาราชการ และลงบาดแผลคร่าวๆ และสั่งยาให้กลับบ้านได้เลย แต่ถ้าเป็นคนไข้คดี แล้วพยาบาลมักจะตามแพทย์มาดูแผล หรืออาจจะนัดคนไข้มาใหม่ให้หมอตรวจ ถ้าคนไข้มาดึกมากนอกเวลาราชการ อย่างที่บอกไปแล้วนะว่า น้องต้องมาตรวจเอง ไม่ควรให้พยาบาลตรวจให้ น้องต้องลงมาดูแผลเอง แม้ว่าบางครั้งจะรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญมากก็ตาม</p>
<p>พี่ก็เคยเจอบางทีเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีชาย 2 คนกินเหล้าและทะเลาะกัน ชกต่อย ไม่มีแผลอะไรมาก มีแต่รอยฟกช้ำ ชกกันซักประมาณตี 1 ตอนประมาณตีหนึ่งครึ่งคนเแรกก็มารพ. พยาบาลก็ตามหมอลงไปดูแผล ก็ไม่มีอะไรมาก ดูเสร็จก็กลับไปนอนต่อ พอตี 2 ก็มาอีกคนหนึ่ง เราเองก็ง่วงนอนรู้สึกหงุดหงิด มันเรื่องอะไรของเรานะต้องมานั่งดูแผล เรื่องไม่เป็นเรื่องของคน 2 ที่ทะเลาะกัน และไม่รู้จักมาพร้อมๆกันด้วย ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ก็ได้แต่บ่นในใจ แต่ก็คงต้องลงมาดูเองอยู่ดี หรือหมอบางคนอาจจะไม่ยอมลงมาดูเลยก็ได้ ให้พยาบาลนัดให้คนไข้มาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นสิทธิของหมอเหมือนกัน เนื่องจากหมอไม่จำเป็นต้องตรวจคนไข้ไม่มีปัญหาอะไร พยาบาลตรวจแทนได้  คนไข้คดีก็จริงแต่ถ้ายังไม่ได้ไปแจ้งความหรือยังไม่ได้ไปเอาส่งตัวจากตำรวจมาให้หมอตรวจ หมอก็ยังไม่ต้องไปตรวจ หมอบางคนอาจจะไล่คนไข้ให้ไปขอใบจากตำรวจก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาใหม่ แต่อย่าลืมนะครับเวลาขึ้นศาลเราต้องไปขึ้นเอง และให้การไปตามจริงว่าได้เห็นแผลเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ได้ดูเองเวลาไปขึ้นศาลจะลำบากมาก</p>
<p>การเขียนใบชันสูตรมีหลักการง่ายๆคล้ายกับการเขียนใบรับรองแพทย์ คือเขียนในสิ่งที่เป็นจริง เขียนในสิ่งที่เห็น สันนิษฐานได้พอสมควร ไม่ควรเขียนในสิ่งที่เราไม่แน่ใจ ต้องลงรายละเอียดที่จำเป็นให้ครบ โดยเฉพาะเรื่องที่มักจะลืมคือคนไข้มีกลิ่นสุราหรือไม่ ลงแผลแล้ว มักจะต้องลงความเห็นว่าเกิดจากอะไรและใช้เวลารักษากี่วันหาย แผลโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Lacerated wound, Fracture, Contusion มักเกิดจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก แต่ถ้าเป็น cut wound เกิดจากการถูกของมีคมบาด เราเขียนได้เท่านี้ ไม่ต้องไปเขียนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น ห้ามเขียนว่าเกิดจากถูกตีด้วยไม้ หรือถูกมีดแทง ฯลฯ ตามคำเขาบอก เพราะจริงๆเราไม่รู้หรอกว่าแผลเกิดจากอะไรแน่ ที่เขาบอกว่าถูกทุบ ถูกตี ถูกแทง ก็เป็นแค่ประวัติ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้</p>
<p>และนอกจากนั้นเรามักจะต้องลงความเห็นว่าใช้เวลารักษากี่วันหาย น้องก็ใช้หลักนิติเวชที่เรียนมา เช่นแผลถลอกธรรมดา ก็ใช้เวลาสัก 3วันหาย แผลฟกช้ำก็สัก 5-7วัน  แผลที่ต้องเย็บก็ประมาณ 7 วัน กล้ามเนื้อและเอ็นก็ซัก 3 อาทิตย์กระดูกหักก็ประมาณ 1-2 เดือน การเขียนเวลารักษาควรจะไม่ผูกมัดตัวเอง เช่นใช้คำว่าใช้เวลารักษาประมาณ ….. วัน อย่าลืมใช้คำว่าประมาณเข้าช่วย อีกอย่างต้องเขียนลงท้ายเสมอว่า ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เพราะการคะเนการหายเป็นการหายโดยธรรมชาติ แต่ถ้ามี complication อาจจะหายช้ากว่านั้นก็ได้ ดังนั้นเราต้องเขียนเสมอแบบนี้ว่า ใช้เวลารักษาประมาณ….วันหาย ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ</p>
<p>ในการออกใบชันสูตรบาดแผล เราไม่จำเป็นต้องรีบเขียนในทันทีที่ตำรวจเอามาให้เราก็ได้ ใจเย็นๆ โดยเฉพาะในคนไข้ที่น้องจำเป็นต้อง Observe อาการ อาจจะรอให้ discharge ก่อนก็ได้ เช่นคนไข้ cerebral concussion น้องอาจจะให้ observe neurosign น้องก็รอจนคนไข้ discharge ก่อนก็ได้ แล้วค่อยเขียน ถึงอย่างนั้นก็อย่าลืมใช้คำว่า ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนนะ อีกอย่างถ้าเราไม่แน่ใจก็เขียนเลี่ยงๆก็ได้ อย่าผูกมัดตัวเอง เช่น X ray แล้วไม่เห็นรอยหัก ก็อย่าเขียนว่ากระดูกไม่หัก ควรเขียนว่าไม่เห็นรอยหัก หรือถ้าไม่แน่ใจว่ามี fracture line หรือไม่ก็อาจจะใช้คำว่า ไม่เห็นความผิดปกติที่ชัดเจนในการเอ๊กซเรย์ ก็ได้ ใช้คำพูดเลี่ยงๆให้เป็นประโยชน์นะ</p>
<p> <script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การบริหารงานในโรงพยาบาลชุมชน</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:07:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[<p>ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างที่น้องทราบแล้วว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทุกงานทุกฝ่ายในโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้วในโรงพยาบาลชุมชนจะประกอบด้วยฝ่ายต่างๆ ประมาณ 7 ฝ่ายดังนี้ คือ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ฝ่ายการพยาบาล ฝ่ายเภสัชกรรม ฝ่ายชันสูตรสาธารณสุข ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ ฝ่ายสุขาภิบาลและป้องกันโรค ฝ่ายทันตสาธารณสุข ในบางโรงพยาบาลอาจมีฝ่ายพิเศษหรือมีการยุบฝ่ายเข้ารวมกันก็ได้แล้วแต่แต่ละโรงพยาบาล เช่นอาจมีฝ่าย แผนงานและพัฒนา ฝ่ายสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีหัวหน้าฝ่ายเป็นคนดูแลอีกทีหนึ่ง</p>
<p>โรงพยาบาลชุมชนจะมีคณะกรรมการหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลหรือ กกบ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่สำคัญ เป็นเหมือนศูนย์บังคับบัญชาในโรงพยาบาล ประกอบด้วยผู้อำนวยการเป็นประธาน แพทย์ทุกคน และมีหัวหน้าฝ่ายต่างๆเป็นกรรมการ และอาจประกอบด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่นซึ่งผู้อำนวยการกำหนดให้เป็นกรรมการด้วย คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลจะทำการประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อน้องเป็นแพทย์ประจำ จะต้องเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลด้วย น้องอาจจะต้องเข้าร่วมการประชุมด้วย และสามารถเสนอความคิดเห็น ซักถามได้ในฐานะกรรมการ </p>
<p>นอกจากคณะกรรมการบริหารงานโรงพยาบาลแล้ว ในโรงพยาบาลอาจจะมีคณะทำงานต่างๆอีกหลายคณะ เช่น  คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล คณะกรรมการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการพัฒนาบริการ เป็นต้น ซึ่งน้องอาจจะได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการให้ไปเป็นกรรมการในบางคณะ หรืออาจได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการด้วยซ้ำ</p>
<p>งานบริหารเหล่านี้นับว่าเป็นงานนอกเหนือจากการตรวจรักษาคนไข้ทั่วไป และเป็นงานใหม่สำหรับน้อง น้องอาจไม่เคยทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเลย ก็ต้องมาลองทำดูในโรงพยาบาลชุมชน จะนำการประชุม ควบคุมการประชุมอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เหล่านี้พี่ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายนะ อย่างน้อยๆน้องก็จะได้รับการฝึกในเรื่องการบริหารงานไปในตัว เพราะในโอกาสต่อไป ถ้าน้องมีความสามารถหรือรู้เรื่องงานบริหารมาก อาจจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารเอง เช่นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองก็ได้นะ <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2.html">การบริหารงานในโรงพยาบาลชุมชน</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างที่น้องทราบแล้วว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทุกงานทุกฝ่ายในโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้วในโรงพยาบาลชุมชนจะประกอบด้วยฝ่ายต่างๆ ประมาณ 7 ฝ่ายดังนี้ คือ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ฝ่ายการพยาบาล ฝ่ายเภสัชกรรม ฝ่ายชันสูตรสาธารณสุข ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ ฝ่ายสุขาภิบาลและป้องกันโรค ฝ่ายทันตสาธารณสุข ในบางโรงพยาบาลอาจมีฝ่ายพิเศษหรือมีการยุบฝ่ายเข้ารวมกันก็ได้แล้วแต่แต่ละโรงพยาบาล เช่นอาจมีฝ่าย แผนงานและพัฒนา ฝ่ายสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีหัวหน้าฝ่ายเป็นคนดูแลอีกทีหนึ่ง</p>
<p>โรงพยาบาลชุมชนจะมีคณะกรรมการหนึ่งที่เรียกว่าคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลหรือ กกบ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่สำคัญ เป็นเหมือนศูนย์บังคับบัญชาในโรงพยาบาล ประกอบด้วยผู้อำนวยการเป็นประธาน แพทย์ทุกคน และมีหัวหน้าฝ่ายต่างๆเป็นกรรมการ และอาจประกอบด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่นซึ่งผู้อำนวยการกำหนดให้เป็นกรรมการด้วย คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลจะทำการประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อน้องเป็นแพทย์ประจำ จะต้องเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลด้วย น้องอาจจะต้องเข้าร่วมการประชุมด้วย และสามารถเสนอความคิดเห็น ซักถามได้ในฐานะกรรมการ </p>
<p>นอกจากคณะกรรมการบริหารงานโรงพยาบาลแล้ว ในโรงพยาบาลอาจจะมีคณะทำงานต่างๆอีกหลายคณะ เช่น  คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล คณะกรรมการสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการพัฒนาบริการ เป็นต้น ซึ่งน้องอาจจะได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการให้ไปเป็นกรรมการในบางคณะ หรืออาจได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการด้วยซ้ำ</p>
<p>งานบริหารเหล่านี้นับว่าเป็นงานนอกเหนือจากการตรวจรักษาคนไข้ทั่วไป และเป็นงานใหม่สำหรับน้อง น้องอาจไม่เคยทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเลย ก็ต้องมาลองทำดูในโรงพยาบาลชุมชน จะนำการประชุม ควบคุมการประชุมอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เหล่านี้พี่ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายนะ อย่างน้อยๆน้องก็จะได้รับการฝึกในเรื่องการบริหารงานไปในตัว เพราะในโอกาสต่อไป ถ้าน้องมีความสามารถหรือรู้เรื่องงานบริหารมาก อาจจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารเอง เช่นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองก็ได้นะ ใครจะไปรู้ หรือถ้าไม่ได้เป็น ความรู้ ทักษะในเรื่องการบริหารงาน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในการก้าวหน้าต่อไป</p>
<p> <script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เงินเดือนและค่าตอบแทนของแพทย์</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:06:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[<p>     เรื่องเงินทองแม้ว่าจะเป็นเพียงของนอกกาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เวลาน้องเลือกมาใช้ทุน เงินเดือนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายๆคนให้ความสำคัญ เนื่องจากหมอก็เป็นประชาชนธรรมดา ย่อมต้องการเงินในการทำมาหากิน ใช้สอยต่างๆ บางคนก็มีครอบครัวต้องดูแล เงินเดือนที่แตกต่างกันนั้นย่อมมีความหมายแน่นอนเพราะต้องมาทำงานในรพช.ถึง 2 ปี เงินค่าตอบแทนที่น้องจะได้รับแบ่งเป็นประเภทต่างๆคือ</p>
<p>         1 เงินเดือน ได้รับตามระดับซี และ ขั้นเงินเดือน ซึ่งน้องจะได้เงินเดือนเท่ากับ 8190 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจจะถูกหักเล็กน้อยเพื่อไปเข้ากองทุนกบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งน้องจะได้คืน ถ้าน้องพ้นจากการเป็นข้าราชการ</p>
<p>        2 เงินค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติเอกชน หรือเรียกง่ายๆว่าเงินไม่ทำคลีนิค เป็นเงินเพิ่มพิเศษที่รัฐกำหนดให้แพทย์ที่ไม่ทำเอกชนหรือไม่เปิดคลีนิคส่วนตัว โดยจะได้รับเงินเป็นจำนวนหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน แต่ต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 15 วันในแต่ละเดือน ดังนั้นในเดือนไหนที่มีวันหยุดราชการมากๆ น้องต้องระวังถ้าน้องลามากๆในเดือนดังกล่าวอีก อาจทำให้เวลาทำงานไม่ถึง 15 วันในเดือนนั้นก็ได้ น้องก็จะอดได้เงินหมื่นไปโดยปริยาย</p>
<p>         3 เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ หรือเรียกว่าเงินเวร เงินจำนวนนี้จะแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับขนาดโรงพยาบาล การแบ่งเวร และนโยบาลของโรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กๆ จะมีแพทย์อยู่เวรวันละ 1 คน ซึ่งจะอยู่ทั้งเวรนอกและเวรใน คือรับดูทั้งคนไข้ใน Ward และคนไข้ ER โดยจะอยู่เวร On call <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82.html">เงินเดือนและค่าตอบแทนของแพทย์</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>     เรื่องเงินทองแม้ว่าจะเป็นเพียงของนอกกาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เวลาน้องเลือกมาใช้ทุน เงินเดือนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่หลายๆคนให้ความสำคัญ เนื่องจากหมอก็เป็นประชาชนธรรมดา ย่อมต้องการเงินในการทำมาหากิน ใช้สอยต่างๆ บางคนก็มีครอบครัวต้องดูแล เงินเดือนที่แตกต่างกันนั้นย่อมมีความหมายแน่นอนเพราะต้องมาทำงานในรพช.ถึง 2 ปี เงินค่าตอบแทนที่น้องจะได้รับแบ่งเป็นประเภทต่างๆคือ</p>
<p>         1 เงินเดือน ได้รับตามระดับซี และ ขั้นเงินเดือน ซึ่งน้องจะได้เงินเดือนเท่ากับ 8190 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจจะถูกหักเล็กน้อยเพื่อไปเข้ากองทุนกบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งน้องจะได้คืน ถ้าน้องพ้นจากการเป็นข้าราชการ</p>
<p>        2 เงินค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติเอกชน หรือเรียกง่ายๆว่าเงินไม่ทำคลีนิค เป็นเงินเพิ่มพิเศษที่รัฐกำหนดให้แพทย์ที่ไม่ทำเอกชนหรือไม่เปิดคลีนิคส่วนตัว โดยจะได้รับเงินเป็นจำนวนหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน แต่ต้องมีเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 15 วันในแต่ละเดือน ดังนั้นในเดือนไหนที่มีวันหยุดราชการมากๆ น้องต้องระวังถ้าน้องลามากๆในเดือนดังกล่าวอีก อาจทำให้เวลาทำงานไม่ถึง 15 วันในเดือนนั้นก็ได้ น้องก็จะอดได้เงินหมื่นไปโดยปริยาย</p>
<p>         3 เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ หรือเรียกว่าเงินเวร เงินจำนวนนี้จะแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับขนาดโรงพยาบาล การแบ่งเวร และนโยบาลของโรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กๆ จะมีแพทย์อยู่เวรวันละ 1 คน ซึ่งจะอยู่ทั้งเวรนอกและเวรใน คือรับดูทั้งคนไข้ใน Ward และคนไข้ ER โดยจะอยู่เวร On call คือถ้ามี case พยาบาลจะโทรมา consult ให้หมอมาดู โดยทั่วไปจะได้เงินประมาณ 800 บาทในเวรวันธรรมดา และในวันหยุดราชการซึ่งต้องอยู่เต็มวันจะได้เงิน 800-1600 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล บางโรงพยาบาลจะได้เงินเวรเป็น 800/1200, 800/800,800/1600, 1200/1600 แล้วแต่กรณี นอกจากนี้ในโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ ต้องรับผิดชอบคนไข้มาก อาจจะแบ่งเวรเป็นเวรนอกและเวรใน และอาจมีค่าตอบแทนเป็น Work Load หรือค่าหัตถการก็ได้ คงต้องแล้วแต่ แต่ละโรงพยาบาลว่ามีงานมากแค่ไหน และสถานะการเงินในโรงพยาบาลเป็นอย่างไร</p>
<p><span style="color: #003366;">          <span style="color: #003366;">4 เงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย โดยจะได้รับเฉพาะในโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10,30,60เตียง ที่มีแพทย์ไม่เกิน 6 คนเท่านั้น โดยจะได้เงินเพิ่มเดือนละ 2000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าได้รับเงินเบี้ยกันดารจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย</span></span></p>
<p><span style="color: #003366;">          <span style="color: #003366;">5 เงินปฏิบัติงานในพื้นที่กันดาร หรือเรียกว่าเบี้ยกันดาร ในบางพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ห่างไกลการคมนาคม  เป็นอำเภอเล็กๆจะมีการกำหนดเงินเพิ่มพิเศษให้บุคคลากรที่ทำงานในสถานที่กันดารดังกล่าวได้เงินเพิ่มพิเศษอีก จะมีการกำหนดโดยคณะรัฐมนตรีทุก 2 ปีในการแบ่งว่าโรงพยาบาลใดถือว่าอยู่ในพื้นที่กันดารบ้าง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือกันดารระดับ 1 และกันดารระดับ 2 โดนพื้นที่กันดารระดับ 1 จะได้เงินเพิ่มพิเศษอีก 20,000 บาทต่อเดือน และกันดารระดับ 2 จะได้รับเงินเพิ่มอีก 10,000 บาทต่อเดือน น้องๆที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับเงินเพิ่มค่อนข้างมาก แต่ในบางพื้นที่พี่ว่าก็จำเป็นต้องให้เขา เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้เลย การคมนาคมก็ลำบาก ถ้าไม่มีแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ในที่นั่น คงไม่มีใครอยากมาทำงานในที่ดังกล่าวแน่นอน ขวัญและกำลังใจของบุคคลากรเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน</span></span></p>
<p><span style="color: #003366;">          <span style="color: #003366;">6 เงินค่าตอบแทนในการชันสูตรพลิกศพ เรื่องนี้เพิ่งได้รับอนุมัติและบังคับใช้เป็นกฎหมายใหม่ เมื่อน้องอยู่เวรและต้องไปชันสูตรพลิกศพจะได้ค่าตอบแทนคือ ถ้าตรวจศพภายนอกในพื้นที่โรงพยาบาล จะได้เงินตอบแทนศพละ 500 บาท ถ้าไปชันสูตรนอกสถานที่จะได้เงินตอบแทน 1000 บาท และถ้าผ่าศพพิสูจน์จะได้เงินเพิ่มมากกว่านี้อีก เรื่องราวเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพและกฎหมายใหม่ เป็นประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ ไว้พี่จะเล่าให้ฟังในตอนหลังนะ</span></span></p>
<p><span style="color: #003366;">          <span style="color: #003366;">7 เงินค่าตอบแทนอื่นๆ เงินค่าใช้จ่ายในการไปอบรม ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าลงทะเบียน เป็นต้น</span></span></p>
<p>          น้องคงจะได้เห็นภาพกว้างๆเกี่ยวกับเงินที่น้องจะได้รับในโรงพยาบาลชุมชนแล้ว จะเห็นว่าเงินเดือนที่น้องจะได้รับ จะแตกต่างกันใปในแต่ละโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง โดยทั่วไปอย่างต่ำ ถ้าไม่ทำคลีนิคน้องจะได้เงินประมาณ 28,000 บาท ซึ่งคือเงินเดือนประมาณ 8,000 บาท บวกเงินไม่ทำเวช 10,000 บาท และค่าเวรอีกประมาณ 10,000 บาท บางโรงพยาบาลอาจจะได้ถึง 30,000 ถึง 40,000 บาทก็มี เช่นโรงพยาบาลที่ได้เงินค่าเบี้ยกันดารอีก 20,000 บาทต่อเดือนเป็นต้น อย่างไรก็ตามเงินเดือนที่น้องได้รับมานับว่าเป็นเงินเดือนครั้งแรกในชีวิต และได้รับเงินเป็นจำนวนมาก น้องคงต้องวางแผนการใช้เงิน และเก็บสะสมเงินให้ดี อย่าใช้สุรุ่ยสุร่าย บางคนพอทำงานมาสักพักรู้สึกว่าทำงานในชนบทได้เงินมาก ก็จะใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง อยากได้อะไรก็ซื้อ ทำให้เงินเก็บมีน้อย ทางที่ดีแล้ว น้องควรตั้งเป้าเก็บเงินไว้มากๆ เพราะน้องมักจะใช้จ่ายค่อนข้างน้อยในอำเภอที่น้องอยู่ เพราะไม่ได้ไปเที่ยว ไปเดินห้าง ไม่มีที่ให้ใช้เงินอยู่แล้ว ถ้าน้องตั้งใจเก็บเงิน ช่วงเวลา 2-3 ปีจะได้เงินเป็นก้อนใหญ่พอสมควรทีเดียว</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งที่น้องจะลืมไม่ได้เลย ถ้าน้องจะกลับมาเรียนที่โรงเรียนแพทย์ น้องจะได้เงินเดือนน้อยลงมาก เพราะค่าเวรอาจจะได้เพียง 3000-4000 บาทต่อเดือน ไม่ได้เงินเบี้ยกันดาร เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ไม่ได้เงินไม่ทำเวชอีกต่างหาก ได้เงินเดือนรวมจริงๆไม่ถึง 20000 บาท น้องจะรู้สึกขาดเงินเป็นอย่างมาก ถ้าน้องใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมาก่อน น้องต้องเก็บเงินนำมาใช้ในช่วงที่น้องมาเรียนด้วย เพราะนอกจากรายได้จะน้อยลงแล้ว รายจ่ายยังมากขึ้นด้วย เพราะน้องกลับมาเรียนที่กรุงเทพหรือเมืองใหญ่ ค่าครองชีพสูงกว่า ไหนจะเรื่องเลี้ยงน้องอีกล่ะ การบริหารเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>            อีกอย่างนะครับ อย่าลืมถึงพ่อแม่ของเราด้วย การที่เราทำงานได้เงินเดือนมาแล้ว เราไม่ควรจะลืมนำเงินเดือนส่วนหนึ่งไปให้ท่านด้วย แม้ว่าท่านจะไม่ได้ขาดแคลนเงินหรือต้องการเงินจากเราก็ตาม แต่การที่เรานำเงินไปให้ท่านบ้าง นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูและตอบแทนคุณท่าน ท่านเคยให้เงินเลี้ยงเรามานานตั้ง 20 กว่าปี เราน่าจะเริ่มหาเงินเลี้ยงดูท่านบ้าง ไม่ใช่ใช้จ่ายส่วนตัวอย่างเดียว</p>
<p>*** บทความนี้ได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อปีพศ. 2543 ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนของแพทย์ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
var jcomments=new JComments(19, 'com_content','http://justadoctor.com/index.php?option=com_jcomments&amp;tmpl=component');
jcomments.setList('comments-list');
// ]]&gt;</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%82.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมอกับระเบียบราชการและการลา</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:04:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[<p>  เมื่อน้องเป็นข้าราชการคนหนึ่ง น้องสมควรจะรู้เกี่ยวกับระเบียบของทางราชการไว้บ้างเพราะจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง อย่างที่รู้กันโดยทั่วกันว่า ระบบราชการเป็นระบบที่ใหญ่ ประกอบด้วยคน เอกสาร เครื่องไม้เครื่องมือจำนวนมาก ระเบียบก็ยิ่งยุ่งและยากมีขั้นตอนมาก ไม่คล่องตัวเหมือนพวกเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้องคนไหนได้เป็นถึงผู้บริหารของโรงพยาบาลจะยิ่งเข้าใจ สำหรับน้องที่เป็นแพทย์ประจำ ระเบียบง่ายๆที่ควรรู้ก็คือ ระเบียบการลาของข้าราชการ การได้รับเงินเดือน การลาไปอบรม เป็นต้น พี่จะพูดคร่าวๆให้น้องฟังพอเป็นความรู้สักนิดนะว่า                </p>
<p>ระเบียบการลาของข้าราชการนั้น มีการลาอยู่ทั้งหมด 9 ประเภท ซึ่งแตกต่างกัน โดยน้องสามารถลาได้ตามสิทธิที่น้องมี แต่ต้องเข้าใจไว้ก่อนนะครับว่า การใช้สิทธิการลาไม่ต้องใช้ให้ครบก็ได้ เรามีสิทธิที่จะลาได้ก็จริง แต่ถ้าเราไม่มีความจำเป็นเราก็ไม่ต้องลาให้ครบ ไม่ใช้ว่าน้องขี้เกียจทำงานขึ้นมา ก็ขอลากิจไปเที่ยวซะอย่างนั้น ถือว่าเป็นการไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งถือว่าฉันมีสิทธิฉันก็จะใช้สิทธิให้คุ้ม บุคคลประเภทนี้ ไม่ได้ทุ่มเทกายใจให้งานราชการของตัวเองเลย เป็นอย่างที่บุคคลภายนอกชอบว่าว่าข้าราชการมักจะเช้าชามเย็นชาม ทำให้ระบบราชการเสียหาย น่าเสียดายภาษีราษฎรที่ต้องนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการประเภทนี้จริงๆ น้องก็อย่าลืมนะครับว่า ตัวเองเป็นข้าราชการ เป็นข้าราชการหมายถึงเป็นข้าแผ่นดิน ต้องทำงานสนองคุณแผ่นดิน กินเงินเดือนภาษีราษฎร ควรจะตอบแทนโดยการทำงานในหน่วยงานตัวเองให้เต็มที่และโดยมีประสิทธิภาพที่สุด เอาละเข้าเรื่องกันซะที ย้อนกลับมาพูดเรื่องการลาใหม่ การลาดังที่กล่าวมาแล้ว แยกเป็น 9 ประเภท แต่ที่สำคัญและใช้บ่อยคือดังนี้คือ</p>

การลาป่วย สามารถลาได้ปีละไม่เกิน 60 วัน โดยที่ลาติดต่อกันได้ไม่เกินครั้งละ 30 วัน <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html">หมอกับระเบียบราชการและการลา</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>  เมื่อน้องเป็นข้าราชการคนหนึ่ง น้องสมควรจะรู้เกี่ยวกับระเบียบของทางราชการไว้บ้างเพราะจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง อย่างที่รู้กันโดยทั่วกันว่า ระบบราชการเป็นระบบที่ใหญ่ ประกอบด้วยคน เอกสาร เครื่องไม้เครื่องมือจำนวนมาก ระเบียบก็ยิ่งยุ่งและยากมีขั้นตอนมาก ไม่คล่องตัวเหมือนพวกเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้องคนไหนได้เป็นถึงผู้บริหารของโรงพยาบาลจะยิ่งเข้าใจ สำหรับน้องที่เป็นแพทย์ประจำ ระเบียบง่ายๆที่ควรรู้ก็คือ ระเบียบการลาของข้าราชการ การได้รับเงินเดือน การลาไปอบรม เป็นต้น พี่จะพูดคร่าวๆให้น้องฟังพอเป็นความรู้สักนิดนะว่า                </p>
<p>ระเบียบการลาของข้าราชการนั้น มีการลาอยู่ทั้งหมด 9 ประเภท ซึ่งแตกต่างกัน โดยน้องสามารถลาได้ตามสิทธิที่น้องมี แต่ต้องเข้าใจไว้ก่อนนะครับว่า การใช้สิทธิการลาไม่ต้องใช้ให้ครบก็ได้ เรามีสิทธิที่จะลาได้ก็จริง แต่ถ้าเราไม่มีความจำเป็นเราก็ไม่ต้องลาให้ครบ ไม่ใช้ว่าน้องขี้เกียจทำงานขึ้นมา ก็ขอลากิจไปเที่ยวซะอย่างนั้น ถือว่าเป็นการไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งถือว่าฉันมีสิทธิฉันก็จะใช้สิทธิให้คุ้ม บุคคลประเภทนี้ ไม่ได้ทุ่มเทกายใจให้งานราชการของตัวเองเลย เป็นอย่างที่บุคคลภายนอกชอบว่าว่าข้าราชการมักจะเช้าชามเย็นชาม ทำให้ระบบราชการเสียหาย น่าเสียดายภาษีราษฎรที่ต้องนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการประเภทนี้จริงๆ น้องก็อย่าลืมนะครับว่า ตัวเองเป็นข้าราชการ เป็นข้าราชการหมายถึงเป็นข้าแผ่นดิน ต้องทำงานสนองคุณแผ่นดิน กินเงินเดือนภาษีราษฎร ควรจะตอบแทนโดยการทำงานในหน่วยงานตัวเองให้เต็มที่และโดยมีประสิทธิภาพที่สุด เอาละเข้าเรื่องกันซะที ย้อนกลับมาพูดเรื่องการลาใหม่ การลาดังที่กล่าวมาแล้ว แยกเป็น 9 ประเภท แต่ที่สำคัญและใช้บ่อยคือดังนี้คือ</p>
<ul>
<li><span style="color: #003366;">การลาป่วย สามารถลาได้ปีละไม่เกิน 60 วัน โดยที่ลาติดต่อกันได้ไม่เกินครั้งละ 30 วัน เว้นแต่กรณีจำเป็นจริงๆ  การลาป่วยโดยทั่วไปแล้วจะต้องส่งใบลาก่อนวันที่ลาป่วยหรือในวันที่ลาป่วย เว้นแต่กรณีจำเป็นสามารถส่งในวันแรกที่มาทำงานก็ได้ และส่วนใหญ่จะต้องแนบใบรับรองแพทย์ด้วย แม้ว่าน้องจะเป็นหมอแต่ห้ามเขียนใบรับรองแพทย์ให้ตัวเองนะ ต้องให้หมอคนอื่นเขียนให้<br />
</span></li>
<li><span style="color: #003366;">การลากิจส่วนตัว ต้องส่งใบลาล่วงหน้า และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วถึงสามารถลาได้ สามารถลาได้ปีละไม่เกิน 45 วันทำการ<br />
</span></li>
<li><span style="color: #003366;">การลาคลอดบุตร สามารถลาได้ 60 วันโดยที่ยังได้รับเงินเดือน แต่สามารถลากิจต่อโดยได้รับเงินเดือนอีก 30 วัน และถ้าต้องการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร สามารถลาต่อได้อีก 150 วันโดยที่ไม่ได้รับเงินเดือน<br />
</span></li>
<li><span style="color: #003366;">การลาพักผ่อน สามารถลาได้ปีละไม่เกิน 10 วันทำการ โดยจะลาครั้งเดียวหรือลาหลายครั้งก็ได้ และมีสิทธิสะสมวันลาได้ถ้าใช้ไม่ครบ 10 วัน โดยสะสมไปในปีต่อๆไปได้ แต่ไม่เกิน 20 วันทำการ ยกเว้นว่าทำงานมานานกว่า 10 ปี สามารถสะสมวันลาได้ไม่เกิน 30 วันทำการ  แต่ในปีแรกที่บรรจุ น้องยังไม่มีสิทธิพักผ่อน แต่สามารถนำสิทธิ 10 วัน ไปรวมกับปีต่อไปได้</span></li>
</ul>
<p>นอกจากการลา 4 ประเภทข้างต้นแล้ว ยังมีการลาเพื่อไปอุปสมบท การลาไปประกอบพิธีฮัจย์ การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือการเตรียมพล การลาไปศึกษา อบรม ดูงานในและต่างประเทศ การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ และการลาติดตามคู่สมรส ซึ่งรายละเอียดสามารถหาอ่านได้จากหนังสือระเบียบข้าราชการทั่วไป</p>
<p><script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำแหน่ง “นายแพทย์ 4” คืออะไร</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-4%e2%80%9d-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-4%e2%80%9d-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:03:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[<p>ไม่รู้ว่าตอนน้องจบออกมาแล้วยังจะได้เป็นข้าราชการอยู่หรือเปล่า หรือจะได้เป็นพนักงานของรัฐ แพทย์โดยทั่วไปก่อนเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อจบออกมาแล้ว จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่ง นายแพทย์ 4 ตัวเลข 4 นี้หมายถึงระดับหรือ ซี นั่นเอง สำหรับน้องๆที่ยังใหม่ต่อระบบราชการ พี่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆเกี่ยวกับข้าราชการ ข้าราชการพลเรือนมีระดับขั้นตั้งแต่ ซี 1 ถึง ซี 11 ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน</p>
<p>ระดับสูงสุดของข้าราชการพลเรือนคือ ซี 11 จะเป็นระดับปลัดกระทรวง ปลัดทบวง ปลัดสำนักนายก ฯลฯ รองลงมาคือซี 10 จะเป็นระดับ อธิบดีกรมต่างๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ น้องจะได้รับบรรจุเป็น ซี 4 ซึ่งมีขั้นเงินเดือน 8,190 บาท คำว่าขั้นเงินเดือนน้องอาจจะงง แต่ถ้าน้องเคยเห็นบัญชีขั้นเงินเดือนอาจจะเข้าใจมากขึ้น คือในแต่ละซี จะมีขั้นเงินเดือนหลายๆขั้นเป็น 10 ขั้น เช่น ซี1มีขึ้นเงินเดือนต่ำสุดคือ 4,100 บาท สูงสุดคือ 7,260 บาท ซี 11 ขั้นต่ำสุดคือ 29,690บาท <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-4%e2%80%9d-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html">ตำแหน่ง “นายแพทย์ 4” คืออะไร</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่รู้ว่าตอนน้องจบออกมาแล้วยังจะได้เป็นข้าราชการอยู่หรือเปล่า หรือจะได้เป็นพนักงานของรัฐ แพทย์โดยทั่วไปก่อนเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อจบออกมาแล้ว จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในกระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่ง นายแพทย์ 4 ตัวเลข 4 นี้หมายถึงระดับหรือ ซี นั่นเอง สำหรับน้องๆที่ยังใหม่ต่อระบบราชการ พี่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆเกี่ยวกับข้าราชการ ข้าราชการพลเรือนมีระดับขั้นตั้งแต่ ซี 1 ถึง ซี 11 ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน</p>
<p>ระดับสูงสุดของข้าราชการพลเรือนคือ ซี 11 จะเป็นระดับปลัดกระทรวง ปลัดทบวง ปลัดสำนักนายก ฯลฯ รองลงมาคือซี 10 จะเป็นระดับ อธิบดีกรมต่างๆ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ น้องจะได้รับบรรจุเป็น ซี 4 ซึ่งมีขั้นเงินเดือน 8,190 บาท คำว่าขั้นเงินเดือนน้องอาจจะงง แต่ถ้าน้องเคยเห็นบัญชีขั้นเงินเดือนอาจจะเข้าใจมากขึ้น คือในแต่ละซี จะมีขั้นเงินเดือนหลายๆขั้นเป็น 10 ขั้น เช่น ซี1มีขึ้นเงินเดือนต่ำสุดคือ 4,100 บาท สูงสุดคือ 7,260 บาท ซี 11 ขั้นต่ำสุดคือ 29,690บาท สูงสุดคือ 57,190 บาท ซึ่งตัวเลขต่างๆเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ขึ้นอยู่กับระเบียบของก.พ. หรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำหรับน้องเป็นซี 4 ได้เริ่มขั้นเงินเดือนที่ 8,190 บาท ทุกๆปีถ้าไม่มีปัญหาอะไรน้องก็จะได้เลื่อนขึ้นเงินเดือน 1 ขั้น หรือ1ขั้นครึ่งหรือ 2 ขั้นถ้าน้องมีความสามารถ เงินเดือนน้องก็จะขึ้นไป ถ้าได้ 1 ขั้นก็ได้เงิน 8,410 บาท ถ้าได้ 2 ขั้นก็จะได้ 8,610 บาท แต่ละขั้นจะได้เงินเพิ่มเท่าไรนั้น ต้องไปเปิดบัญชีดู น้องจะเข้าใจมากขึ้น</p>
<p>  โดยปกติแล้ว จะมีการพิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 1 ครั้ง คิดตามปีงบประมาณ (ปีงบประมาณคือตั้งแต่ 1 ตุลาคมจนถึง 30 กันยายน) ถ้าได้รับเลื่อนขั้นเงินเดือนจะได้รับเงินเดือนใหม่ของเดือนตุลาคม ในปีงบประมาณใหม่ โดยปกติแล้วข้าราชการจะได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 1 ขั้น ยกเว้นอาจจะไม่ได้เลื่อนขั้นในกรณี</p>
<p style="padding-left: 30px;">-          เพิ่งบรรจุเข้ารับราชการ และมีเวลาทำงานน้อยกว่า 8 เดือน ดังนั้นในปีแรกน้องจะไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน</p>
<p style="padding-left: 30px;">-          มีวันลาเกินกำหนด คือมีวันลาป่วยและลากิจเกิน 45 วัน</p>
<p style="padding-left: 30px;">-          ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สมควรเลื่อนขั้นเงินเดือน                </p>
<p>นอกจะนี้ยังมีการเลื่อนซีด้วย ซึ่งน้องคงต้องศึกษาในรายละเอียดอีกมาก ถ้าต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะถ้าน้องทำงานถึงจุดๆหนึ่ง น้องสามารถขอเลื่อนซีได้ หรือบางครั้งอาจจะเลื่อนโดยอัตโนมัติก็ได้ เอาอย่างง่ายๆ น้องบรรจุครั้งแรกเป็นซี 4 แต่เป็นขั้นควบคือควบซี 5 และซี 6 ด้วย ถ้าน้องทำงานครบ2ปีเต็ม จะถูกเลื่อนให้เป็นซี 5 โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และถ้าน้องทำงานต่อไปอีก 4 ปีก็จะได้เลื่อนไปเป็นซี 6 เอง และอีกอย่าง ถ้าน้องทำงานไปนานๆในระบบราชการน้องยังสามารถขอรับเครื่องราชฯได้อีกด้วย ซึ่งจะมีหลายระดับแล้วแต่ความดีความชอบ อายุราชการ ฯลฯ พี่ๆที่ฝ่ายบริหารงานทั่วไปหรือฝ่ายบุคคลากรของโรงพยาบาลจะช่วยน้องได้ในเรื่องเหล่านี้</p>
<p>กฏระเบียบพื้นฐานที่น้องควรจะรู้ไว้เป็นอย่างยิ่งคือ ระเบียบเรื่องการลาของข้าราชการ ซึ่งจะมีผลต่อน้องโดยตรง ไว้พี่จะเล่าให้ฟังในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งนะ ตอนนี้ขอพูดในมุมกว้างๆของระเบียบราชการก่อน</p>
<p>** ขอให้ตรวจสอบกับระเบียบในปัจจุบัน เนื่องจากบทความนี้ถูกเขียนในปี 2543 ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ไม่เป็นปัจจุบันแล้ว</p>
<p><span class="article_separator"> </span></p>
<p><script type="text/javascript"></script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-4%e2%80%9d-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตรวจ OPD น่าเบื่อจริงหรือ</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88-opd-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88-opd-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:01:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[<p>จะว่าไปแล้วน้องคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้มาบ้างว่า หมอชุมชนไม่เห็นมีอะไรเลย วันๆก็เอาแต่ตรวจ OPD ไป มีแต่ case URI, Diarrhea. น่าเบื่อออกจะตายไป งานหลักของหมอที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างหนึ่งก็คือ การออกตรวจคนไข้ OPD หรือการตรวจผู้ป่วยนอก เวลาส่วนใหญ่น้องจะใช้ไปกับการตรวจคนไข้ทั้งเช้าและบ่ายที่ OPD อาจจะมีบางครั้งต้องไป Round Ward บ้าง ไปดูห้องคลอดบ้าง แต่น้องจะใช้เวลาไปที่ OPD มากที่สุด ดังนั้นถ้าน้องไม่มีความสุขกับการตรวจคนไข้ที่ OPD แล้ว ก็จะส่งผลให้น้องเบื่อการทำงานในรพช.ในที่สุด</p>
<p>คนไข้ OPD ส่วนใหญ่ในรพช. จะมีค่อนข้างมาก เพราะการสาธารณสุขยังไปไม่ทั่วถึง และหมอมีน้อย จึงไม่น่าแปลกที่น้องจะได้ยินการบ่นว่าคนไข้ล้น OPD เป็นประจำในโรงพยาบาลจำนวนมากในชนบท OPD ในโรงพยาบาลชุมชน จะเป็น OPD รวมนั่นคือ ไม่มีการแยกประเภทของคนไข้ไปตามแผนกต่างๆในเหมือนเช่นในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือในโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น คนไข้ที่เข้ามาตรวจกับน้องจะมีทุกประเภท ทั้งสูติ ศัลย์ Med เด็ก คละๆกันไป บางทีอาจจะมี Case Eye, ENT หรือมี case <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88-opd-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html">ตรวจ OPD น่าเบื่อจริงหรือ</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จะว่าไปแล้วน้องคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้มาบ้างว่า หมอชุมชนไม่เห็นมีอะไรเลย วันๆก็เอาแต่ตรวจ OPD ไป มีแต่ case URI, Diarrhea. น่าเบื่อออกจะตายไป งานหลักของหมอที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างหนึ่งก็คือ การออกตรวจคนไข้ OPD หรือการตรวจผู้ป่วยนอก เวลาส่วนใหญ่น้องจะใช้ไปกับการตรวจคนไข้ทั้งเช้าและบ่ายที่ OPD อาจจะมีบางครั้งต้องไป Round Ward บ้าง ไปดูห้องคลอดบ้าง แต่น้องจะใช้เวลาไปที่ OPD มากที่สุด ดังนั้นถ้าน้องไม่มีความสุขกับการตรวจคนไข้ที่ OPD แล้ว ก็จะส่งผลให้น้องเบื่อการทำงานในรพช.ในที่สุด</p>
<p>คนไข้ OPD ส่วนใหญ่ในรพช. จะมีค่อนข้างมาก เพราะการสาธารณสุขยังไปไม่ทั่วถึง และหมอมีน้อย จึงไม่น่าแปลกที่น้องจะได้ยินการบ่นว่าคนไข้ล้น OPD เป็นประจำในโรงพยาบาลจำนวนมากในชนบท OPD ในโรงพยาบาลชุมชน จะเป็น OPD รวมนั่นคือ ไม่มีการแยกประเภทของคนไข้ไปตามแผนกต่างๆในเหมือนเช่นในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือในโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น คนไข้ที่เข้ามาตรวจกับน้องจะมีทุกประเภท ทั้งสูติ ศัลย์ Med เด็ก คละๆกันไป บางทีอาจจะมี Case Eye, ENT หรือมี case ER, Trauma เข้ามาด้วย ถ้า OPD กับ ER อยู่ใกล้ๆกัน          </p>
<p>ปกติแล้วน้องจะมีห้องตรวจของตัวเอง ซึ่งมักจะมีโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว มีไฟฉาย ไม้กดลิ้น และเครื่องมือตรวจอื่นๆที่จำเป็น และคนไข้จะเข้าห้องน้องทีละ 1คน พร้อมกับยื่น OPD Card ให้น้อง น้องตรวจคนไข้เสร็จ สามารถสั่งยาได้เลย หรืออาจจะสั่งให้คนไข้ไปตรวจเลือด หรือตรวจปัสสาวะ หรือไปเอกซ์เรย์ก่อนก็ได้ แล้วไปรอเอาผลมาให้น้องดูก็ได้ คนไข้คนอื่นสามารถเข้ามาต่อได้เลย ทำให้คนไข้ flow ได้เร็วขึ้น วันๆหนึ่งคนไข้ที่ OPD จะมีมากในช่วงเช้า และจะน้อยลงในช่วงบ่าย จำนวนคนไข้ในแต่ละวัน ก็แล้วแต่ในแต่ละโรงพยาบาล บางโรงมีคนไข้ถึงวันละ 250-300 คนก็มี บางโรงมีคนไข้เพียง 100-150 คนต่อวันก็มี การที่มีคนไข้มากๆบางครั้งทำให้คุณภาพในการดูแลคนไข้ลดลง แพทย์จะมีเวลาให้กับคนไข้น้อยลง ก็นับว่าเป็นปัญหาอันสืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ลองคิดดูก็ได้ ปกติหมอชุมชนจะตรวจคนไข้ในตอนเช้าได้ประมาณ 60-70 คน/3ชม.ดังนั้นคนหนึ่งจะใช้เวลาเพียงประมาณ 3 นาทีเท่านั้น น้องไปอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนใหม่ๆอาจจะตรวจคนไข้ได้ช้า และอาจแปลกใจว่าทำไมพี่ๆเขาตรวจกันได้เร็วอย่างนี้ บางทีแค่มองหน้าคนไข้ พูด 2-3 คำ ตรวจนิดหน่อย ยังไม่ทันทำอะไรก็สั่งยาได้แล้ว ของเหล่านี้ต้องคิดดีๆนะน้อง การที่เราเรียนจากโรงเรียนแพทย์มาว่าต้อง complete history และ full physical examination เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ในบางสถานการณ์ ประสบการณ์จะช่วยน้องได้มาก โดยที่ไม่ทำให้คุณภาพในการดูแลคนไข้ลดลง คนไข้บางคนหรือในบางสถานการณ์ ก็สามารถเร็วได้ แต่บางอย่างถ้าต้องช้า ต้องซักมากๆก็ต้องทำ ขอให้น้องยึดหลักไว้ว่ามาตราฐานในการประกอบวิชาชีพ เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือไว้ เราอาจจะตรวจเร็วได้ แต่เราต้องมั่นใจ และแน่ใจมากพอ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจตรวจ เลยตรวจเร็วๆให้มันเสร็จๆ อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เมื่อน้องมีประสบการณ์ในการตรวจคนไข้ไปสักพัก น้องจะตรวจคนไข้ได้เร็วขึ้นเอง</p>
<p>การใช้ Lab หรือ Investigation ก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการตรวจ OPD น้องควรจะเลือกใช้ Investigation อย่างเหมาะสม ที่สามารถจะช่วยในการวินิจฉัยหรือรักษาคนไข้ เพราะการที่น้องสั่ง investigation อะไรลงไป อย่างน้อยๆก็ทำให้คนไข้เสียเวลามากขึ้น เพิ่มงานให้เจ้าหน้าที่ห้อง Lab ของเราอีก เราควรจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไป ถ้าจำเป็นสั่งก็สั่งไปเลยไม่ต้องกังวล ถ้าน้องเลือกใช้ได้ถูกต้องจะช่วยให้น้องตรวจคนไข้ได้ดีและเร็วขึ้นได้ เช่นถ้าคนไข้ผู้หญิงวัยกลางคนเข้ามาด้วยอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ไม่มีไข้ เห็นแค่นี้น้องอาจจะบอกให้คนไข้ไปตรวจ UA เลยก็ได้ แล้วรอผลเอามาให้น้องดูว่าเป็น cystitis หรือไม่ โดยอาจจะยังไม่ต้องซักหรือตรวจร่างกายอะไรเพิ่มก็ได้ พอสั่งเสร็จก็ให้คนต่อไปเข้ามาเลยก็ได้ แล้วค่อยมาตรวจอย่างละเอียดตอนที่ได้ผล UA แล้วก็ได้ ในบางโรงพยาบาลเมื่อซักประวัติแล้ว พยาบาลสามารถสั่ง investigation แทนหมอได้เลยในอาการบางอย่าง เช่นถ้ามาด้วยอาการของ TB อาจสั่ง Film chest ให้เราเลย หรือถ้าสงสัย Fracture เขาอาจจะ film ให้เราเลยก็ได้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ว่าจะให้พยาบาลสามารถสั่ง investigation แทนหมอได้หรือไม่</p>
<p>พี่ลืมเล่าไปอย่างหนึ่งว่า เมื่อน้องตรวจ OPD จะมีพยาบาล OPD จะทำหน้าที่ Screen คนไข้ก่อน โดยจะทำหน้าที่ซักประวัติคร่าวๆ และวัด Vital signs และเรียกเข้าพบหมอ ประวัติของคนไข้ก็จะอยู่ใน OPD card แล้ว น้องอาจซักเพิ่มบางอย่าง ทำให้ไม่ต้องมาซักประวัติเองทั้งหมด นอกจากนี้พยาบาลที่  OPD ยังช่วยหมอ อีกหลายอย่าง เช่นเข้ามาช่วยจัดท่าตรวจคนไข้ในกรณีพิเศษ เช่น PR, ตรวจท้อง หรือ ช่วยเตรียมคนไข้ PV เป็นต้น และยังช่วยหมอในการเตรียมใบ Refer เตรียมใบรับรองแพทย์ ให้หมอเขียน ในบางครั้งน้องอาจจะได้กาแฟร้อนๆหรือ น้ำเย็นๆจากพี่ๆพยาบาลด้วยอีกต่างหาก</p>
<p>แม้ว่า Case OPD ส่วนใหญ่จะเป็น case ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรก็ตาม แต่ก็อาจมี case แปลกๆ ซึ่งน่าสนใจเข้ามาบ้าง ข้อสำคัญคือน้องต้องพยายาม detect ให้ได้ว่า case ไหนเป็น case หนัก หรือพิเศษ ต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อที่น้องจะให้ความใส่ใจ และอาจส่ง investigation เพิ่มหรือต้อง Refer ไปรักษาต่อไป ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นคนไข้ที่มาด้วยวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย เป็นลม จะเป็นคนไข้ที่พบมากในโรงพยาบาลชุมชน น้องจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น แค่ Dizziness ธรรมดา หรือเป็น manifestation ของพวก Cerebellar tumour เพราะการรักษาต่างกันมาก น้องก็ต้องมี Trick เล็กน้อยในการแยก ไม่ใช่เห็นใน OPD card ว่าคนไข้มาด้วยตาลาย บ้านหมุน ยังไม่ทันตรวจร่างกาย หรือซักอะไรเพิ่มเลย ก็สั่ง Dimen, B complex ให้ไปกันแล้ว แม้จะตรวจได้เร็วมาก แต่ถ้า miss ไปจะเป็นผลเสียมาก</p>
<p>เคยมีแพทย์อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ในโรงพยาบาลชนบท สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การรู้ Diagnosis ของคนไข้ แต่ต้องรู้ Prognosis นั่นคือเราควรจะแยกให้ได้ว่าคนไข้คนไหนไม่เป็นไรมาก สามารถให้ยาไปกินก่อนได้ คนไข้คนไหนต้องตรวจพิเศษ คนไข้คนไหนต้องนัดมาดูอีกสักวันสองวัน คนไข้คนไหนต้อง Refer ทันที คนไข้คนไหนแค่เขียนใบ Refer ไป และให้คนไข้ไปเองทีหลังก็ได้ ถ้าแพทย์เก่งในการแยกแยะคนไข้จะช่วยให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นมาก  เช่นคนไข้กระดูกหัก ถ้าเรารู้ว่ากระดูกหักแบบไหนที่สามารถใส่เฝือกได้ แบบไหนต้องผ่าตัด ก็นับว่ามีประโยชน์มากแล้ว เราไม่จำเป็นต้องรู้ถึงขนาดว่าผ่าอย่างไร ใส่ Plate หรือ screw แบบไหน แค่รู้ว่าต้อง Refer ก็เพียงพอแล้ว</p>
<p><span class="article_separator"> </span></p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
var jcomments=new JComments(15, 'com_content','http://justadoctor.com/index.php?option=com_jcomments&amp;tmpl=component');
jcomments.setList('comments-list');
// ]]&gt;</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88-opd-%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนรู้ชาวบ้านยามออกหน่วย</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 14:00:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้ในโรงพยาบาลชุมชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/blog/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อน้องมาอยู่รพช.ใหม่ๆ บางครั้งคงเคยได้ยินพี่ๆพูดกันเรื่องการออกหน่วยประจำเดือน ว่าออกที่ไหนเมื่อไร การออกหน่วยเป็นคำที่รู้กันในหมู่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ซึ่งหมายถึงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปรักษาพยาบาลประชาชนในที่ห่างไกล โดยปกติแล้วโรงพยาบาลเราจะได้รับมอบหมายให้ออกหน่วยประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งชื่อของหน่วยจะมีหลายอย่างแล้วแต่หน่วยงานต้นสังกัด เช่นหน่วย พอ.สว. หน่วยนสค. หน่วยของอำเภอ หน่วยอาสาสมัคร ฯลฯ ซึ่งคงต้องค่อยๆเรียนรู้กันว่าแต่ละหน่วยคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร แต่โดยรวมๆแล้วลักษณะจะเหมือนกันทุกหน่วย  คือทางโรงพยาบาลต้องจัดหาเจ้าหน้าที่บุคคลากร โดยทั่วไปจะมีแพทย์ 1 คน พยาบาล2-3คน เภสัช1คน ทันตแพทย์หรือทันตาภิบาล 1 คน และต้องมียาและเวชภัณฑ์เตรียมไปจ่ายแจกให้ชาวบ้าน</p>
<p>ถ้าน้องยังไม่เคยไปออกหน่วยเลย แต่ได้รับมอบหมายให้ไปออกหน่วย น้องควรจะถามพี่ๆที่ไปด้วยหรือพี่ๆหมอก่อน อย่างน้อยๆควรจะรู้ว่าไปออกหน่วยที่ไหน ไปไกลไหม นั่งรถอะไรไป ออกจากโรงพยาบาลกี่โมง มียาอะไรไปบ้าง กลับกี่โมง เรื่องอาหารการกิน ถ้าน้องเคยได้ไปออกสักครั้งแล้ว คงจะได้ Idea มากเลย ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องรู้ไว้ก่อนออกหน่วย พี่จะยกตัวอย่างให้ฟังนะ</p>
<p>สถานที่ออกหน่วย เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะน้องจะได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อน เพราะบางหน่วย เราต้องไปออกในสถานที่ทุรกันดารมาก ทางรถไปเป็นหลุมเป็นบ่อตลอด อาจจะต้องนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อไป โดยต้องนั่งโยกเยกไปตลอดทางก็มี น่าจะถามดูว่าใช้เวลาเดินทางกี่ชม. ถนนเป็นอย่างไร หรือบางที่อาจจะต้องนั่งเรือไปก็มี การไปออกหน่วยในสภาพพื้นที่จริงจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆว่า อยู่กันอย่างไร ทำงานอะไร การคมนาคมลำบากไหม <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab.html">เรียนรู้ชาวบ้านยามออกหน่วย</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อน้องมาอยู่รพช.ใหม่ๆ บางครั้งคงเคยได้ยินพี่ๆพูดกันเรื่องการออกหน่วยประจำเดือน ว่าออกที่ไหนเมื่อไร การออกหน่วยเป็นคำที่รู้กันในหมู่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ซึ่งหมายถึงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปรักษาพยาบาลประชาชนในที่ห่างไกล โดยปกติแล้วโรงพยาบาลเราจะได้รับมอบหมายให้ออกหน่วยประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งชื่อของหน่วยจะมีหลายอย่างแล้วแต่หน่วยงานต้นสังกัด เช่นหน่วย พอ.สว. หน่วยนสค. หน่วยของอำเภอ หน่วยอาสาสมัคร ฯลฯ ซึ่งคงต้องค่อยๆเรียนรู้กันว่าแต่ละหน่วยคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร แต่โดยรวมๆแล้วลักษณะจะเหมือนกันทุกหน่วย  คือทางโรงพยาบาลต้องจัดหาเจ้าหน้าที่บุคคลากร โดยทั่วไปจะมีแพทย์ 1 คน พยาบาล2-3คน เภสัช1คน ทันตแพทย์หรือทันตาภิบาล 1 คน และต้องมียาและเวชภัณฑ์เตรียมไปจ่ายแจกให้ชาวบ้าน</p>
<p>ถ้าน้องยังไม่เคยไปออกหน่วยเลย แต่ได้รับมอบหมายให้ไปออกหน่วย น้องควรจะถามพี่ๆที่ไปด้วยหรือพี่ๆหมอก่อน อย่างน้อยๆควรจะรู้ว่าไปออกหน่วยที่ไหน ไปไกลไหม นั่งรถอะไรไป ออกจากโรงพยาบาลกี่โมง มียาอะไรไปบ้าง กลับกี่โมง เรื่องอาหารการกิน ถ้าน้องเคยได้ไปออกสักครั้งแล้ว คงจะได้ Idea มากเลย ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องรู้ไว้ก่อนออกหน่วย พี่จะยกตัวอย่างให้ฟังนะ</p>
<p>สถานที่ออกหน่วย เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะน้องจะได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อน เพราะบางหน่วย เราต้องไปออกในสถานที่ทุรกันดารมาก ทางรถไปเป็นหลุมเป็นบ่อตลอด อาจจะต้องนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อไป โดยต้องนั่งโยกเยกไปตลอดทางก็มี น่าจะถามดูว่าใช้เวลาเดินทางกี่ชม. ถนนเป็นอย่างไร หรือบางที่อาจจะต้องนั่งเรือไปก็มี การไปออกหน่วยในสภาพพื้นที่จริงจะทำให้เราเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆว่า อยู่กันอย่างไร ทำงานอะไร การคมนาคมลำบากไหม เพราะบางทีหมอเรามักจะก็บ่นว่าคนไข้นะ ว่าทำไมนัดแล้วไม่มา หายไปไหนตั้งนาน นัดมาทำแผลทุกวันไปทำที่ไหนมา หรือไปหาหมอชาวบ้านทำไม พอหมอได้ออกมาหาชาวบ้านเองจะได้รู้สภาพความเป็นจริงของชาวบ้านบ้าง เวลาพี่ไปออกหน่วยทีไรมักจะสงสารชาวบ้านมาก ขนาดเรามีรถไปยังกันดารขนาดนี้ แล้วถ้าคนไม่มีรถล่ะ กลางค่ำกลางคืนจะให้เขาทำอย่างไร เวลานัดมา Follow up ต้องคิดดูดีๆ เพราะบางครั้งนัดถี่เกินไปคนไข้ก็ลำบาก</p>
<p>เรื่องยาและเวชภัณฑ์ที่เตรียมไปก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่เราต้องรู้ไว้ เพราะยาที่เรานำไปออกหน่วยจะมีเพียงไม่กี่รายการ ส่วนใหญ่จะเป็นยาพื้นๆ ไม่มียาฉีดเลย คนไข้ส่วนใหญ่ที่มามักจะเป็นโรคง่ายๆซะส่วนใหญ่ บางทีก็ไม่ได้เป็นอะไรมาขอยาก็มี ซึ่งบางครั้งหมอจะรู้สึกรำคาญ เวลาไปออกหน่วยเจอคนไข้เข้าคิวมากรักษาเป็นร้อยคน แต่เอาเข้าจริงๆไม่เห็นเป็นอะไรเลย บางทีมาขอยานั่นยานี่ ปวดเมื่อยก็มาขอ ขอยาโรคกระเพาะ ฯลฯ พวกเราเลยมักจะตรวจอย่างรวดเร็ว จ่ายยาเป็นส่วนมาก แต่ต้องระวังบางครั้งเจอคนไข้มีปัญหาก็มี ถ้าอาการหนักหรือต้องการการดูแลรักษาน้องอาจจะแนะนำให้มาโรงพยาบาล หรือถ้าหนักมาก อาจให้นั่งรถโรงพยาบาลกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลก็ได้  น้องควรจะรู้ว่าการออกหน่วยครั้งนี้มียาอะไรบ้างจะใช้ได้ถูก เพราะบางครั้งยาจะมีน้อยมาก น้องอาจจะอึดอัดได้ เช่น NSAIDs มีแต่ Indomethacin ไม่มียาอื่นเลย หรือ antibiotic มีแต่ Amoxy, PenV แค่นั้นเอง และบางครั้งแจกหมดแล้ว ไม่มียาอีกต่างหาก ต้องระวังเหมือนกันนะ ยาทุกอย่างที่นำมาให้เป็นการบริการฟรี ไม่คิดตังค์ใดๆทั้งสิ้น พวกเราควรจะถือว่ามาทำบุญ จะได้รู้สึกดีเวลามาออกหน่วย</p>
<p>เรื่องอาหารการกินมักจะไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะมีชาวบ้านมาทำอาหารเลี้ยงเอง หรือไม่ทางโรงพยาบาลก็จะเตรียมข้าวกล่องนำไปเอง เวลาในการออกหน่วยส่วนใหญ่จะออกตอนเช้า ประมาณเที่ยงก็เสร็จ กินข้าวเที่ยงเสร็จก็กลับได้ แต่ในบางแห่ง บางโรงพยาบาลอาจมีการออกหน่วยตอนเย็น เนื่องจากชาวบ้านออกไปทำงานหมด ต้องรอให้ชาวบ้านกลับจากทำงานตอนเย็นก่อน ถึงจะมีคนมาหา บางทีออกจากโรงพยาบาลตอน4โมงเย็น กว่าจะออกหน่วยอะไรเรียบร้อยก็ปาไป 4-5 ทุ่มก็มี อาจจะเหนื่อยหน่อยนะ แต่ถ้าคิดว่าได้ทำบุญก็จะสบายใจเอง</p>
<p>เรื่องการออกหน่วยเป็นอีกแง่มุมหนึ่งของหมอชนบทซึ่งต้องออกไปให้บริการชาวบ้านในพื้นที่ ได้รับทราบปัญหา ได้เห็นความเป็นอยู่จริงๆ พี่ว่าจริงๆนะ หมอในเมือง ในตัวจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพเอง ก็น่าจะมาออกหน่วยบ้างนะ จะได้เห็นใจและเข้าใจชาวบ้านมากขึ้น และจะเข้าใจและเห็นใจการทำงานของแพทย์ชนบทด้วย ในทางกลับกัน หมอในชนบทเองก็น่าจะได้มีโอกาสไปเรียนรู้งานในโรงพยาบาลใหญ่ๆหรือโรงพยาบาลศูนย์ที่รับ Refer บ้าง ว่าคนไข้เยอะมากน้อยขนาดไหน Refer มาแต่ละcase มีแต่ Case ยุ่งๆและยากๆจริงไหม หรือ Refer มาไม่ได้เรื่องเลย แค่นี้ต้อง Refer ด้วยหรือ จะได้เห็นใจและเข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย และถ้าทุกฝ่ายเข้าใจกันได้ก็จะเป็นการดีมาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/rural_hospital/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
