<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>(แค่) บันทึกของหมอคนหนึ่ง &#187; บันทึกในความเป็นแพทย์</title>
	<atom:link href="http://www.justadoctor.com/category/mdspirit/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.justadoctor.com</link>
	<description>JustaDoctor.com โดย ณ.จิตต์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Jun 2015 13:18:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>กฎและข้อคิดเล็กๆเตือนใจสำหรับแพทย์</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/doctors_rules.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/doctors_rules.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Jun 2015 13:12:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=475</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อตอนผมเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ซื้อหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า A little book of doctors&#8217; rules ของ Dr. Clifton K. Meador หนังสือเล่มนี้ัได้บรรจุข้อคิด กฎ และข้อเตือนใจมากมายสำหรับแพทย์ ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าซื้อมาราคาเท่าไร คิดว่าน่าจะประมาณร้อยกว่าบาท แต่ผมจำได้ดีเลยว่าพอได้อ่านครั้งแรกก็ชอบมาก หลังจากนั้นผมได้เอามาพลิกอ่านอยู่บ่อยๆ เพราะหลายอย่างที่เขียนอยู่ในนั้นเตือนใจเราได้เป็นอย่างดี มีทั้งกฎ ข้อคิด ข้อเตือนใจ ทั้งในความจริงเกี่ยวกับโรค คนไข้ แพทย์ รวมไปถึงการทำงาน Process การคิดของแพทย์ จริยธรรม และคุณธรรมของแพทย์ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังเอามาอ่านอยู่บ่อยๆ</p>
<p>ลองดูตัวอย่างไหมครับ</p>

Being a physician is a high priviledge. Do not abuse it.
Just because you know a lot of physiology, biochemistry, and anatomy doest not mean <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/doctors_rules.html">กฎและข้อคิดเล็กๆเตือนใจสำหรับแพทย์</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อตอนผมเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ซื้อหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า A little book of doctors&#8217; rules ของ Dr. Clifton K. Meador หนังสือเล่มนี้ัได้บรรจุข้อคิด กฎ และข้อเตือนใจมากมายสำหรับแพทย์ ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าซื้อมาราคาเท่าไร คิดว่าน่าจะประมาณร้อยกว่าบาท แต่ผมจำได้ดีเลยว่าพอได้อ่านครั้งแรกก็ชอบมาก หลังจากนั้นผมได้เอามาพลิกอ่านอยู่บ่อยๆ เพราะหลายอย่างที่เขียนอยู่ในนั้นเตือนใจเราได้เป็นอย่างดี มีทั้งกฎ ข้อคิด ข้อเตือนใจ ทั้งในความจริงเกี่ยวกับโรค คนไข้ แพทย์ รวมไปถึงการทำงาน Process การคิดของแพทย์ จริยธรรม และคุณธรรมของแพทย์ ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังเอามาอ่านอยู่บ่อยๆ</p>
<p>ลองดูตัวอย่างไหมครับ</p>
<ul>
<li>Being a physician is a high priviledge. Do not abuse it.</li>
<li>Just because you know a lot of physiology, biochemistry, and anatomy doest not mean you know anything about life or people. Let your patient and other people teach you.</li>
<li>Time is the greatest diagnostician. Use it wisely.</li>
<li>You often have to throw out some result or finding. Choose wisely what you discard.</li>
<li>You cannot be everybody&#8217;s physician.</li>
<li>Learn to distinguish those patients for whom you can be their physician from those for whom you cannot. Refer the latter to another physician. Do it sooner than later.</li>
<li>Never tell a symptomatic patient, &#8220;There is nothing wrong with you.&#8221; It is demeaning and insulting.</li>
<li>With an undiagnosed seriously ill patient, there is probably a physician somewhere who will know what the patient has. Find that physician.</li>
<li>Treat the disease the patient has, not the disease you want the patient to have.</li>
<li>There is always a placebo effect acting. Learn what is a placebo about what you do and what is pharmacological. Keep the two separated in you clinical thinking.</li>
</ul>
<p>ในหนังสือเล่มเล็กๆนี้บรรจุถ้อยคำเหล่านี้ไว้มากมาย อ่านและสะกิดใจ และเตือนใจได้ดีเลยใช่ไหมครับ</p>
<p>เป็นที่น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ปัจจุบันไม่มีวางขายแล้ว ถ้ามีผมคงซื้อไว้อีกหลายเล่มแน่นอน และอาจซื้อเอาไปให้เป็นของฝากรุ่นน้องหลายๆคนด้วย ถ้าใครสนใจจริงๆลองเข้าไปหาที่ ebay.com หรือ amazon.com ดูก็ได้ครับ</p>
<p>แต่เท่าที่ลอง search ดูเล่นๆที่ Amazon.com มีคนเอามาขายอยู่บ้าง อยากรู้ราคาไหมครับ หนังสือเล่มนี้ราคามือสอง ตำ่สุดอยู่ที่ 170 USD หรือกว่า 5,400 บาท  ถ้าเป็นของใหม่ ราคาจะพุ่งไปถึง 460 USD หรือกว่า 14,000 บาทเลยทีเดียว ผมเชื่อว่าคนที่มีคงรักหนังสือเล่มนี้มากถึงตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ใครสนใจจะเข้าไปดูก็ได้นะครับที่ร้าน Amazon.com  ตาม LINK นี้ <a href="http://www.amazon.com/Little-Book-Doctors-Rules-1e/dp/1560530618" target="_blank">http://www.amazon.com/Little-Book-Doctors-Rules-1e/dp/1560530618</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/doctors_rules.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แง่คิดจาก Textbook Harrison&#8217;s Principle of Internal Medicine</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-textbook-harrisons-principle-of-internal-medicine.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-textbook-harrisons-principle-of-internal-medicine.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Jul 2013 14:18:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=458</guid>
		<description><![CDATA[<p>เชื่อว่าแพทย์หลายๆคนโดยเฉพาะอายุรแพทย์ส่วนใหญ่ จะไม่มีใครไม่รู้จักตำราแพทย์ ที่ถือว่าเป็น Standard textbook ของ Internal Medicine เล่มหนึ่งคือ Harrison&#8217;s Principle of Internal Medicine ตำราเล่มนี้ถูกพิมพ์มายาวนานมาก ตั้งแต่คศ. 1950 จนถึงในปัจจุบันก็เป็น edition ที่ 18 แล้ว</p>
<p>นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้านหลายคนเห็นขนาดหนังสือเล่มนี้แล้วก็ท้อ เพราะมีขนาดใหญ่มาก เป็นปกแข็ง 2 เล่ม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีส่วนที่เป็น electronic chapter อีกต่างหาก นัยว่าถ้าพิมพ์ลงเป็นกระดาษทั้งหมดหนังสือจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อีกมาก</p>
<p>มีหลายบทครับใน Harrison&#8217;s ที่อยากจะแนะนำให้อ่านมากๆ โดยเฉพาะในบทแรกๆ รวมถึงบทที่ว่าด้วย symptomatology ต่างๆ น่าอ่านมาก แต่วันนี้จะมีแนะนำให้อ่านบทที่ 1 ก่อน ซึ่งผมว่าเป็นบทที่สำคัญ และเขียนได้ดีมาก เกี่ยวกับเวชปฏิบัติของการเป็นแพทย์ ซึ่งมีเนื้อหารวมถึงจริยธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ และ professionalism ซึ่งมีหลายตอนที่ผมประทับใจครับ</p>
<p>จึงจะขอยกบางช่วง บางตอนมาให้ลองอ่านกันครับ</p>
<p>Physicians must never forget that patients <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-textbook-harrisons-principle-of-internal-medicine.html">แง่คิดจาก Textbook Harrison&#8217;s Principle of Internal Medicine</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เชื่อว่าแพทย์หลายๆคนโดยเฉพาะอายุรแพทย์ส่วนใหญ่ จะไม่มีใครไม่รู้จักตำราแพทย์ ที่ถือว่าเป็น Standard textbook ของ Internal Medicine เล่มหนึ่งคือ Harrison&#8217;s Principle of Internal Medicine ตำราเล่มนี้ถูกพิมพ์มายาวนานมาก ตั้งแต่คศ. 1950 จนถึงในปัจจุบันก็เป็น edition ที่ 18 แล้ว</p>
<p>นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้านหลายคนเห็นขนาดหนังสือเล่มนี้แล้วก็ท้อ เพราะมีขนาดใหญ่มาก เป็นปกแข็ง 2 เล่ม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีส่วนที่เป็น electronic chapter อีกต่างหาก นัยว่าถ้าพิมพ์ลงเป็นกระดาษทั้งหมดหนังสือจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อีกมาก</p>
<p>มีหลายบทครับใน Harrison&#8217;s ที่อยากจะแนะนำให้อ่านมากๆ โดยเฉพาะในบทแรกๆ รวมถึงบทที่ว่าด้วย symptomatology ต่างๆ น่าอ่านมาก แต่วันนี้จะมีแนะนำให้อ่านบทที่ 1 ก่อน ซึ่งผมว่าเป็นบทที่สำคัญ และเขียนได้ดีมาก เกี่ยวกับเวชปฏิบัติของการเป็นแพทย์ ซึ่งมีเนื้อหารวมถึงจริยธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ และ professionalism ซึ่งมีหลายตอนที่ผมประทับใจครับ</p>
<p>จึงจะขอยกบางช่วง บางตอนมาให้ลองอ่านกันครับ</p>
<blockquote><p><em>Physicians must never forget that patients are individual human beings with problems that all too often transcend their physical complaints.</em></p>
<p><em>They are not &#8220;cases&#8221; or &#8220;admissions&#8221; or &#8220;diseases&#8221;. Patients do not fail treatments; treatment fail to benefit patients.</em></p></blockquote>
<p><em> </em></p>
<blockquote><p><em>No greater opportunity, responsibility, or obligation can fall to the lot of a human being than become a physician. In the care of the suffering, [the physician] needs technical skill, scientific knowledge, and human understandings&#8230;</em></p>
<p><em>Tact, sympathy, and understanding are expected of the physician, for the patient is no mere collection of symptoms, signs, disordered functions, damaged organs, and disturbed emotions.</em></p>
<p><em>[The patient] is human, fearful, and hopeful, seeking relief, help and reassurance.</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-textbook-harrisons-principle-of-internal-medicine.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Role Model บทบาทที่ขาดไม่ได้ของอาจารย์แพทย์</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/role-model.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/role-model.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2013 15:02:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=448</guid>
		<description><![CDATA[<p>มีคนกล่าวไว้ว่า ครูที่ดีย่อมไม่สั่งสอนศิษย์แต่เฉพาะเรื่องวิชาการที่ตนเองรับผิดชอบเท่านั้น แต่ครูที่ดีจะต้องถ่ายทอดทั้งความรู้ ความดีงาม ศีลธรรม ตลอดจนประพฤติตัวให้แบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์ด้วย ผมเห็นด้วย 100% เลยครับ โดยเฉพาะในการเรียนแพทย์</p>
<p>ลองนึกดูนะครับ นักศึกษาแพทย์ชั้นปี 4 ปี 5 เมื่อขึ้น Ward ใหม่ๆจะมีความเข้าใจในวิชาชีพแพทย์ได้อย่างไร ไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ ความเป็นแพทย์จะต้องถูกปลูกฝังทีละเล็กทีละน้อย โดยน้องๆจะต้องดูแบบอย่างจากพี่ๆ ทั้ง extern, resident, fellow รวมถึงอาจารย์แพทย์ด้วย น้องๆจะค่อยๆซึมซับความเป็นแพทย์ไปทีละน้อย เริ่มเรียนรู้ทักษะการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การสื่อสาร รวมทั้ง bedside manner และจรรยาแพทย์ต่างๆในขณะที่ขึ้น ward ซึ่ง 2 ประการหลังผมว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหรืออาจจะสำคัญกว่าความรู้ทางวิชาการด้วยซ้ำ</p>
<p>แพทย์ทุกคนคงเคยถูกสั่งสอนมาว่า แพทย์ที่ดีต้องมีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละ ตั้งใจใช้ความรู้ความสามารถในการรักษาคนไข้อย่างเต็มที่ เอื้ออาทรคนไข้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้เกียรติคนไข้ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว และอีกมากมาย ถ้าจะให้ list คุณสมบัติที่ดีของแพทย์คงสามารถ list ได้ยาวเป็นหน้ากระดาษ ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าแพทย์ที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร แต่เราจะทำอย่างไรจะปลูกฝังคุณสมบัติที่ดีเหล่านี้ไปให้แพทย์รุ่นหลังๆได้ล่ะครับ</p>
<p>ต่อให้เรา lecture เรื่องเหล่านี้ พูดแล้วพูดอีก ก็ยากที่ปลูกฝังคุณสมบัติที่ดีเหล่านั้นได้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุด <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/role-model.html">Role Model บทบาทที่ขาดไม่ได้ของอาจารย์แพทย์</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีคนกล่าวไว้ว่า ครูที่ดีย่อมไม่สั่งสอนศิษย์แต่เฉพาะเรื่องวิชาการที่ตนเองรับผิดชอบเท่านั้น แต่ครูที่ดีจะต้องถ่ายทอดทั้งความรู้ ความดีงาม ศีลธรรม ตลอดจนประพฤติตัวให้แบบอย่างที่ดีให้กับศิษย์ด้วย ผมเห็นด้วย 100% เลยครับ โดยเฉพาะในการเรียนแพทย์</p>
<p>ลองนึกดูนะครับ นักศึกษาแพทย์ชั้นปี 4 ปี 5 เมื่อขึ้น Ward ใหม่ๆจะมีความเข้าใจในวิชาชีพแพทย์ได้อย่างไร ไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ ความเป็นแพทย์จะต้องถูกปลูกฝังทีละเล็กทีละน้อย โดยน้องๆจะต้องดูแบบอย่างจากพี่ๆ ทั้ง extern, resident, fellow รวมถึงอาจารย์แพทย์ด้วย น้องๆจะค่อยๆซึมซับความเป็นแพทย์ไปทีละน้อย เริ่มเรียนรู้ทักษะการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การสื่อสาร รวมทั้ง bedside manner และจรรยาแพทย์ต่างๆในขณะที่ขึ้น ward ซึ่ง 2 ประการหลังผมว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหรืออาจจะสำคัญกว่าความรู้ทางวิชาการด้วยซ้ำ</p>
<p>แพทย์ทุกคนคงเคยถูกสั่งสอนมาว่า แพทย์ที่ดีต้องมีจิตใจที่พร้อมจะเสียสละ ตั้งใจใช้ความรู้ความสามารถในการรักษาคนไข้อย่างเต็มที่ เอื้ออาทรคนไข้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้เกียรติคนไข้ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว และอีกมากมาย ถ้าจะให้ list คุณสมบัติที่ดีของแพทย์คงสามารถ list ได้ยาวเป็นหน้ากระดาษ ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าแพทย์ที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร แต่เราจะทำอย่างไรจะปลูกฝังคุณสมบัติที่ดีเหล่านี้ไปให้แพทย์รุ่นหลังๆได้ล่ะครับ</p>
<p>ต่อให้เรา lecture เรื่องเหล่านี้ พูดแล้วพูดอีก ก็ยากที่ปลูกฝังคุณสมบัติที่ดีเหล่านั้นได้ ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือ อาจารย์แพทย์จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ ต้องทำให้ดู และทำอย่างจริงใจ นักศึกษาแพทย์จะเรียนรู้และเกิดความประทับใจ และค่อยๆซึมซับคุณสักษณะที่ดีนั้นไปทีละน้อยทีละน้อย</p>
<p>ผมเองยังจำได้เลยครับ ตั้งแต่ขึ้น ward ใหม่ๆ ผมโชคดีที่ได้เจออาจารย์แพทย์หลายท่าน ที่เป็นอาจารย์แพทย์ที่ประเสริฐ น่ายกย่องมาก ท่านไม่เพียงแค่สอนทางวิชาการ แต่ท่านยังทำให้ดูถึงการปฏิบัติ การสื่อสารกับคนไข้ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตลอดจนท่านได้แสดงความเมตตาและหวังดีต่อลูกศิษย์อย่างจริงใจ ซึ่งต้องบอกว่าหลายๆท่านได้สร้างความประทับใจ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้มากจริงๆ ทำให้ผมอยากสอน อยากเป็นอาจารย์แพทย์ที่ดีให้ได้เหมือนท่าน และอยากปลูกฝังและถ่ายทอดสิ่งดีๆให้แพทย์รุ่นหลังต่อไป รุ่นต่อรุ่น</p>
<p>อยากมาชวนกันครับ สำหรับแพทย์รุ่นพี่ทั้งหลาย เรามาช่วยกันปลูกฝังความดีงามให้เกิดในใจแพทย์รุ่นหลังเถอะครับ โดยการเป็นตัวอย่าง เป็นแม่แบบที่ดีให้รุ่นน้อง การสร้างหมอที่ดีขึ้นมาสักคนได้ ไม่ใช่ของง่าย เราต้อง round แล้ว round อีก สอนแล้วสอนอีก ค่อยๆปลูกฝัง แต่ผมว่าถ้าเราทำได้ สร้างแรงบันดาลใจให้หมอสักคนได้จะเป็นบุญอันมหาศาล แพทย์ที่ดีเพียงหนึ่งคนทำประโยชน์ได้มากมายกว่าที่เราคิดนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/role-model.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสอนจากอาจารย์แพทย์ (2)</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-2.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-2.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2011 15:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=383</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผมยังจำได้ดีถึงคำสอนอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้ยินตอนผ่านสูติศาสตร์ มีอาจารย์ท่านหนึ่งท่านพูดสอนไว้ ซึ่งผมประทับใจมาก และนำไปสอนต่ออยู่บ่อยๆ ท่านเน้นว่าการเรียนแพทย์ให้ได้ดีนั้น คือต้องใส่ใจ ช่างสังเกตุ หัดตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองเสมออย่าปล่อยให้มันผ่านมาแล้วผ่านไป โดยไม่ได้เรียนรู้อะไร</p>
<p>ท่านเปรียบนักศึกษาแพทย์พวกเราว่า เมื่อเราเรียนหนังสือ ก็เหมือนกับพวกเราไปนั่งอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง มองท้องฟ้า ดูนกที่กำลังบินไปบินมา นักศึกษาแพทย์บางคนก็เริ่มสนใจ ช่างสังเกตุ และพยายามเรียนรู้ว่า หน้าตา รูปร่าง ลักษณะของนกที่บินมามันเป็นอย่างไร วันเวลาผ่านไปเขาก็เรียนรู้ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เริ่มรู้ว่านกที่บินมาชื่ออะไร มีรูปร่างลักษณะอย่างไร บินมาเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ หรือมาทั้งฝูง ตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ในไม่ช้าไม่นาน เขาก็เป็นผู้เชียวชาญเรื่องนกขึ้นมาได้ แต่นักศึกษาแพทย์บางคนนั่งดูนกเหมือนกันแต่ไม่ได้สนใจอะไร เห็นมันบินผ่านมาแล้วผ่านไปทุกวัน ก็รู้แค่ว่า นั่นก็นก นี่ก็นก ไม่เห็นจะมีอะไร เมื่อเรียนจบเขาก็ไม่รู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย</p>
<p>นักศึกษาแพทย์ก็เหมือนกันครับ เวลาขึ้น ward ใหม่ๆ ยังซักประวัติ ตรวจร่างกายไม่เก่งนัก ก็ต้องฝึกฝน ค่อยๆเรียนรู้กันไป และเรียนรู้อาการหรือโรคไปทีละ 1-2 อย่าง ข้อสำคัญคือ อย่าเรียนแบบผ่านๆ ไม่ใช่ว่าเจอคนไข้ปวดท้องที่ OPD หลายๆ case ก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดว่า นี่ก็คนไข้ปวดท้อง นั่นก็คนไข้ปวดท้องอีกแล้ว <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-2.html">คำสอนจากอาจารย์แพทย์ (2)</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมยังจำได้ดีถึงคำสอนอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งได้ยินตอนผ่านสูติศาสตร์ มีอาจารย์ท่านหนึ่งท่านพูดสอนไว้ ซึ่งผมประทับใจมาก และนำไปสอนต่ออยู่บ่อยๆ ท่านเน้นว่าการเรียนแพทย์ให้ได้ดีนั้น คือต้องใส่ใจ ช่างสังเกตุ หัดตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองเสมออย่าปล่อยให้มันผ่านมาแล้วผ่านไป โดยไม่ได้เรียนรู้อะไร</p>
<p>ท่านเปรียบนักศึกษาแพทย์พวกเราว่า เมื่อเราเรียนหนังสือ ก็เหมือนกับพวกเราไปนั่งอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง มองท้องฟ้า ดูนกที่กำลังบินไปบินมา นักศึกษาแพทย์บางคนก็เริ่มสนใจ ช่างสังเกตุ และพยายามเรียนรู้ว่า หน้าตา รูปร่าง ลักษณะของนกที่บินมามันเป็นอย่างไร วันเวลาผ่านไปเขาก็เรียนรู้ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เริ่มรู้ว่านกที่บินมาชื่ออะไร มีรูปร่างลักษณะอย่างไร บินมาเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ หรือมาทั้งฝูง ตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ในไม่ช้าไม่นาน เขาก็เป็นผู้เชียวชาญเรื่องนกขึ้นมาได้ แต่นักศึกษาแพทย์บางคนนั่งดูนกเหมือนกันแต่ไม่ได้สนใจอะไร เห็นมันบินผ่านมาแล้วผ่านไปทุกวัน ก็รู้แค่ว่า นั่นก็นก นี่ก็นก ไม่เห็นจะมีอะไร เมื่อเรียนจบเขาก็ไม่รู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย</p>
<p>นักศึกษาแพทย์ก็เหมือนกันครับ เวลาขึ้น ward ใหม่ๆ ยังซักประวัติ ตรวจร่างกายไม่เก่งนัก ก็ต้องฝึกฝน ค่อยๆเรียนรู้กันไป และเรียนรู้อาการหรือโรคไปทีละ 1-2 อย่าง ข้อสำคัญคือ อย่าเรียนแบบผ่านๆ ไม่ใช่ว่าเจอคนไข้ปวดท้องที่ OPD หลายๆ case ก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดว่า นี่ก็คนไข้ปวดท้อง นั่นก็คนไข้ปวดท้องอีกแล้ว ไม่ได้สนใจเรียนรู้ถึงที่มาว่าทำไมเขาถึงปวดท้อง เกิดจากอะไรได้บ้าง มี pathophysiology อะไร มีข้อมูลอะไรที่เรายังไม่ได้ซัก ถ้าไม่สนใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง คิดว่านี่ก็ปวดท้อง นั่นก็ปวดท้อง ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กทีนั่งดูนก และบอกว่านั่นก็นก นี่ก็นก เมื่อเรียนจบจะเป็นแพทย์ที่ดีได้อย่างไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c-2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนไข้คือคนไข้ ไม่ใช่ผู้มารับบริการ</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jul 2011 15:40:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=348</guid>
		<description><![CDATA[<p>ไม่รู้สิครับ เวลาผมได้ยินใครเอ่ยถึงคนไข้ หรือญาติคนไข้ว่าเป็นผู้รับบริการผมจะรู้สึกขัดๆอยู่เสมอ แต่ในบางที่คงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกระแสสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมทุนนิยม และมีการแข่งขันกันในด้านการตลาดเยอะมาก ลูกค้าหรือผู้มารับบริการต้องมาก่อน ซึ่งถ้าใครสังเกตในหลักการบริหารยุคใหม่ จะเน้นเรื่องนี้ทั้งนั้น โดยจะมีคำพูดสวยหรูเกี่ยวกับการบริการอยู่มากมาย  บอกว่า ต้องเอาผู้มารับบริการเป็นศูนย์กลาง และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด หรือบริการให้มากกว่าที่คาดหวัง หรือบางทีก็ใช้พูดเป็นภาษาอังกฤษเลย เช่นบอกว่า เราต้องมี customer focus นะ หรือเราต้องให้ความสำคัญด้าน Service Mind หรือปีนี้เราต้องมุ่งเน้นด้าน CRM (Customer relationship management) เพื่อรักษาฐานลูกค้า  ฯลฯ</p>
<p>หลายๆคนคงเคยได้ยินคำนี้จนเป็นที่ชินหู ผู้บริหารโรงพยาบาลหลายๆคนก็คงเคยเข้าไปเรียนหลักสูตรบริหารมากมาย และนำหลักการต่างๆเหล่านี้มาใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งหลายๆท่านก็นำมาประยุกต์ใช้ได้ดี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติได้รับในสิ่งที่ดีๆ แต่ก็มีหลายๆโรงพยาบาลนำหลักการเรื่องนี้ไปใช้อย่างเข้มข้น กลายเป็นการตามใจคนไข้/ญาติ มากเกินไป จนบางครั้งกลับมากดดันผู้ให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการก็ลำบากใจและไม่มีความสุข</p>
<p>ตรงนี้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต และอยากให้ลองคิดว่า การนำหลักการหรือ concept เรื่องการให้บริการมาใช้กับการแพทย์และสาธารณสุขนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม จริงหรือ</p>
<p>ผมมีความเชื่อ (ซึ่งหลายคนมองว่าสุดโต่งและตกยุคไปแล้ว) ว่าวิชาชีพแพทย์ไม่ใช่อาชีพบริการ เราไม่ควรเรียกคนไข้หรือญาติว่าผู้มารับบริการ เราควรเรียกคนไข้ว่าคนไข้ และแพทย์มีหน้าที่รักษาคนไข้ ด้วยจิตที่เมตตา ไม่หวังผลตอบแทน และรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แพทย์ต้องมีจรรยาบรรณ ผมคิดเสมอว่าการเรียกคนไข้ว่าผู้มารับบริการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้หายไป <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82.html">คนไข้คือคนไข้ ไม่ใช่ผู้มารับบริการ</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่รู้สิครับ เวลาผมได้ยินใครเอ่ยถึงคนไข้ หรือญาติคนไข้ว่าเป็นผู้รับบริการผมจะรู้สึกขัดๆอยู่เสมอ แต่ในบางที่คงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกระแสสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมทุนนิยม และมีการแข่งขันกันในด้านการตลาดเยอะมาก ลูกค้าหรือผู้มารับบริการต้องมาก่อน ซึ่งถ้าใครสังเกตในหลักการบริหารยุคใหม่ จะเน้นเรื่องนี้ทั้งนั้น โดยจะมีคำพูดสวยหรูเกี่ยวกับการบริการอยู่มากมาย  บอกว่า ต้องเอาผู้มารับบริการเป็นศูนย์กลาง และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด หรือบริการให้มากกว่าที่คาดหวัง หรือบางทีก็ใช้พูดเป็นภาษาอังกฤษเลย เช่นบอกว่า เราต้องมี customer focus นะ หรือเราต้องให้ความสำคัญด้าน Service Mind หรือปีนี้เราต้องมุ่งเน้นด้าน CRM (Customer relationship management) เพื่อรักษาฐานลูกค้า  ฯลฯ</p>
<p>หลายๆคนคงเคยได้ยินคำนี้จนเป็นที่ชินหู ผู้บริหารโรงพยาบาลหลายๆคนก็คงเคยเข้าไปเรียนหลักสูตรบริหารมากมาย และนำหลักการต่างๆเหล่านี้มาใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งหลายๆท่านก็นำมาประยุกต์ใช้ได้ดี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติได้รับในสิ่งที่ดีๆ แต่ก็มีหลายๆโรงพยาบาลนำหลักการเรื่องนี้ไปใช้อย่างเข้มข้น กลายเป็นการตามใจคนไข้/ญาติ มากเกินไป จนบางครั้งกลับมากดดันผู้ให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการก็ลำบากใจและไม่มีความสุข</p>
<p>ตรงนี้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต และอยากให้ลองคิดว่า การนำหลักการหรือ concept เรื่องการให้บริการมาใช้กับการแพทย์และสาธารณสุขนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม จริงหรือ</p>
<p>ผมมีความเชื่อ (ซึ่งหลายคนมองว่าสุดโต่งและตกยุคไปแล้ว) ว่าวิชาชีพแพทย์ไม่ใช่อาชีพบริการ เราไม่ควรเรียกคนไข้หรือญาติว่าผู้มารับบริการ เราควรเรียกคนไข้ว่าคนไข้ และแพทย์มีหน้าที่รักษาคนไข้ ด้วยจิตที่เมตตา ไม่หวังผลตอบแทน และรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แพทย์ต้องมีจรรยาบรรณ ผมคิดเสมอว่าการเรียกคนไข้ว่าผู้มารับบริการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้หายไป กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการแทน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าบางที่เรียกคนไข้หรือญาติว่าลูกค้า แล้วยังไงล่ะครับ จะทำให้หมอหรือพยาบาลก็กลายเป็นพ่อค้าหรือแม่ค้าไป จิตที่เมตตา รักษาผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่เห็นแก่เหน็จแก่เหนื่อยก็จะหายไป กลายเป็นความสัมพันธ์ซึ่งมีเงินเป็นศูนย์กลาง ต้องระวังมากๆครับ</p>
<p>ผมไม่ปฏิเสธว่าการมองว่าคนไข้เป็นผู้รับบริการนั้น จะไม่มีข้อดีเลย แต่เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ผมยังเชื่อโดยสนิทใจครับ ถ้าว่าแพทย์ พยาบาล ผู้บริหารโรงพยาบาลมีใจที่มีเมตตา เป็นผู้ให้ ไม่หวังผลตอบแทน ทุกคนมีจรรยาบรรณของตนเอง ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ คนไข้จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ไม่ควรไปคิดเรื่องเงิน เรื่องค่าตอบแทน หรือผลกำไรในการประกอบกิจการ ฯลฯ</p>
<p>ผมอยากเห็นคุณหมอ ที่เป็นคุณหมอจริงๆ มองคนไข้เป็นคนไข้ที่อยากจะเข้าไปช่วยเหลือเขาให้พ้นทุกข์ พ้นโรคภัยไข้เจ็บ มากกว่าหมอที่มองคนไข้เป็นลูกค้าหรือเป็นผู้มารับบริการ</p>
<p>ผมอยากเห็นคุณครูที่มองลูกศิษย์ เป็นลูกศิษย์ เป็นครูที่มีเมตตาพร้อมจะถ่ายทอดศิลปวิชาการให้ มากกว่าครูที่มองนักเรียนเป็นผู้รับบริการหรือเป็นลูกค้าของตน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%82.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Medicine: The Forgotten Art?</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medicine-the-forgotten-art.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medicine-the-forgotten-art.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Apr 2011 14:24:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=341</guid>
		<description><![CDATA[<p>สมัยตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ Medicine: The Forgotten Art? ของ C. Elliott Binn แล้วรู้สึกชอบมากในหลายช่วง หลายๆตอน เลยจดลงสมุดบันทึกไว้อ่านดู น่าเสียดายว่าไม่รู้ว่าผมไปทิ้งหนังสือไว้ที่ไหน ยังหาไม่เจอ และจำไม่ได้ด้วยว่าเนื้อหาในนั้นทั้งเล่มเป็นอย่างไร แต่รู้สึกชอบและถูกใจหลายตอนไว้ถ้าเจอเมื่อไรตั้งใจจะอ่านอีกรอบ</p>
<p>บางบทบางตอนจากหนังสือนี้ครับ</p>
<p>Medicine are not the answers</p>
<p style="padding-left: 30px;">Medicines are not the answers to most illnesses, physical or psychological. The doctor&#8217;s way of giving (or not giving) a medicine is often as important as the medicine itself.</p>
<p>Face of the Patient</p>
<p style="padding-left: 30px;"> <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/medicine-the-forgotten-art.html">Medicine: The Forgotten Art?</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมัยตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ Medicine: The Forgotten Art? ของ C. Elliott Binn แล้วรู้สึกชอบมากในหลายช่วง หลายๆตอน เลยจดลงสมุดบันทึกไว้อ่านดู น่าเสียดายว่าไม่รู้ว่าผมไปทิ้งหนังสือไว้ที่ไหน ยังหาไม่เจอ และจำไม่ได้ด้วยว่าเนื้อหาในนั้นทั้งเล่มเป็นอย่างไร แต่รู้สึกชอบและถูกใจหลายตอนไว้ถ้าเจอเมื่อไรตั้งใจจะอ่านอีกรอบ</p>
<p>บางบทบางตอนจากหนังสือนี้ครับ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><em>Medicine are not the answers</em></span></p>
<p style="padding-left: 30px;">Medicines are not the answers to most illnesses, physical or psychological. The doctor&#8217;s way of giving (or not giving) a medicine is often as important as the medicine itself.</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><em>Face of the Patient</em></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><em> </em>First he must examine the face of the patient to see whether it is like the face of healthy people and especially whether it is like its usual self.</p>
<p style="padding-left: 30px;">However quick and neat the doctor is he never fail to look at the patient, and it is extraordinary how often this simplest of examinations is forgotten. An observant doctor will often make a diagnosis before the patient sits down, especially if he knows the patient quite well. An unobservant doctor will be looking at his desk or prescription pad, which will teach him nothing.</p>
<p><em><span style="text-decoration: underline;">An hundred pupils</span></em><em> </em></p>
<p style="padding-left: 30px;">Since the first century, when Martial wrote:</p>
<p style="padding-left: 30px;">I&#8217;m ill. I send for Symmachus; he&#8217;s here</p>
<p style="padding-left: 30px;">An hundred pupils following in the rear;</p>
<p style="padding-left: 30px;">All fell my pulse, with hands as cold as snow;</p>
<p style="padding-left: 30px;">I have no fever then. I have it now.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medicine-the-forgotten-art.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความรู้สึกเมื่อสอนตรวจร่างกายให้นักศึกษาแพทย์</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medical_students_new_generatio.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medical_students_new_generatio.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Jan 2011 14:35:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=332</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สอนนักศึกษาแพทย์ปี 4 กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งขึ้น ward ได้ไม่นาน โดยเป็นการสอนตรวจร่างกาย โดยปกติแล้วผมเป็นคนชอบสอนนักศึกษาแพทย์มาก เนื่องจากรู้สึกว่าได้ทำบุญ และได้มีโอกาสถ่ายทอดวิชาแพทย์ไปสู่รุ่นหลัง ซึ่งคนที่เป็นหมอทุกคนจะเข้าใจดีว่า หมอเราต้องเรียนกันแบบพี่สอนน้อง ไม่มีทางเลยที่หมอรุ่นน้องจะเรียนได้เอง โดยไม่มีหมอรุ่นพี่คอยดูแล หรือคอยสอน โดยเฉพาะทักษะทางคลินิกทั้งหลาย</p>
<p>ใครเลยจะเข้าใจหรือจะ ซักประวัติหรือตรวจร่างกายได้ โดยเรียนจาก lecture เท่านั้น ต่อให้สมัยนี้มีการฉาย video ให้ดู หรือ download clip จาก youtube มาดูเรื่องการตรวจร่างกาย รับประกันได้เลยครับว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง เจอคนไข้ครั้งแรกก็ตรวจไม่ได้อยู่ดี  ไม่รู้จะ approach คนไข้อย่างไร ตรวจอย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และจะแปลผลอย่างไร</p>
<p>ตอนผมเรียนแพทย์ใหม่ๆยังจำได้แม่นเลยครับ ว่าอาจารย์แทบจะจับมือสอนเลย ต้องค่อยๆทำให้ดูและให้ทำตาม พร้อมกับสอนไปด้วย ครั้นพอเรามาเป็นอาจารย์แพทย์บ้าง ก็เข้าใจเลยครับว่า ต้องทุ่มเทมากแค่ไหนเพื่อจะผลิตแพทย์ให้ได้สักคน ผมต้องสอนและทำให้ดูอย่างช้าๆ  เป็นไปตามขั้นตอน</p>
<p>เช่นคลำท้อง ต้องบอกและขออนุญาตคนไข้ก่อน และต้องค่อยๆเปิดผ้าอย่างนุ่มนวล เปิดเท่าที่ทำเป็น และใช้ผ้าคลุมในส่วนที่ไม่จำเป็นไว้ แล้วก็ต้องเริ่มจากการดูก่อน ดูอะไรบ้าง ก็ต้องสอนไป ดูแล้วก็ต้องมาฟังก่อน ที่จะคลำ แต่ก่อนคลำหรือสัมผัสคนไข้ ต้องถามก่อนเสมอว่าคนไข้มีอาการปวดท้องตรงไหนหรือเปล่า <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/medical_students_new_generatio.html">ความรู้สึกเมื่อสอนตรวจร่างกายให้นักศึกษาแพทย์</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สอนนักศึกษาแพทย์ปี 4 กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งขึ้น ward ได้ไม่นาน โดยเป็นการสอนตรวจร่างกาย โดยปกติแล้วผมเป็นคนชอบสอนนักศึกษาแพทย์มาก เนื่องจากรู้สึกว่าได้ทำบุญ และได้มีโอกาสถ่ายทอดวิชาแพทย์ไปสู่รุ่นหลัง ซึ่งคนที่เป็นหมอทุกคนจะเข้าใจดีว่า หมอเราต้องเรียนกันแบบพี่สอนน้อง ไม่มีทางเลยที่หมอรุ่นน้องจะเรียนได้เอง โดยไม่มีหมอรุ่นพี่คอยดูแล หรือคอยสอน โดยเฉพาะทักษะทางคลินิกทั้งหลาย</p>
<p>ใครเลยจะเข้าใจหรือจะ ซักประวัติหรือตรวจร่างกายได้ โดยเรียนจาก lecture เท่านั้น ต่อให้สมัยนี้มีการฉาย video ให้ดู หรือ download clip จาก youtube มาดูเรื่องการตรวจร่างกาย รับประกันได้เลยครับว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง เจอคนไข้ครั้งแรกก็ตรวจไม่ได้อยู่ดี  ไม่รู้จะ approach คนไข้อย่างไร ตรวจอย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และจะแปลผลอย่างไร</p>
<p>ตอนผมเรียนแพทย์ใหม่ๆยังจำได้แม่นเลยครับ ว่าอาจารย์แทบจะจับมือสอนเลย ต้องค่อยๆทำให้ดูและให้ทำตาม พร้อมกับสอนไปด้วย ครั้นพอเรามาเป็นอาจารย์แพทย์บ้าง ก็เข้าใจเลยครับว่า ต้องทุ่มเทมากแค่ไหนเพื่อจะผลิตแพทย์ให้ได้สักคน ผมต้องสอนและทำให้ดูอย่างช้าๆ  เป็นไปตามขั้นตอน</p>
<p>เช่นคลำท้อง ต้องบอกและขออนุญาตคนไข้ก่อน และต้องค่อยๆเปิดผ้าอย่างนุ่มนวล เปิดเท่าที่ทำเป็น และใช้ผ้าคลุมในส่วนที่ไม่จำเป็นไว้ แล้วก็ต้องเริ่มจากการดูก่อน ดูอะไรบ้าง ก็ต้องสอนไป ดูแล้วก็ต้องมาฟังก่อน ที่จะคลำ แต่ก่อนคลำหรือสัมผัสคนไข้ ต้องถามก่อนเสมอว่าคนไข้มีอาการปวดท้องตรงไหนหรือเปล่า จะได้เลี่ยงจุดนั้นไปก่อน ต่อมาฟังนะ ต้องฟังอะไรบ้าง ฟัง bowel sound ก่อนนะ เสียงเป็นอย่างไรใครรู้บ้าง ไหนลองฟังดูสิ ได้ไหม ถ้าไม่ได้ นี่เอา stet ฟังพร้อมๆกับพี่นะ ตั้งใจฟัง เวลามี bowel sound มาพี่จะบอก &#8230;. นั่นไง นี่แหละ เรียกว่า bowel sound นะ จำไว้เสียงเป็นอย่างนี่ อ้า&#8230; นี่ก็ใช่เหมือนกัน จำไว้นะ  สอนแบบนี้ครับ กว่าจะสอนแต่ละอย่างจบแต่ละอย่าง มีเรื่องให้พูด และมีรายละเอียดอีกมากครับ ฯลฯ</p>
<p>สอน 3 ชั่วโมง กินแรงไปมากทีเดียว และต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก แต่ผมจะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้สอนนักศึกษาแพทย์ โดยเฉพาะถ้าได้เห็นนักศึกษาแพทย์ฟังและทำอย่างตั้งใจ แววตามีประกาย และดูมุ่งมั่นในการเรียน ถ้าเห็นแบบนี้ผมจะมีความสุขและมีไฟขึ้นอีกมากครับ</p>
<p>แต่บางครั้ง ผมก็เจอนักศึกษาแพทย์ที่ไม่ไหวเอาเสียเลยเหมือนกัน ไว้จะเล่าให้ฟังต่อครับในโอกาสหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/medical_students_new_generatio.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แพทย์ที่เก่งที่สุด 3 คน</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-3-%e0%b8%84%e0%b8%99.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-3-%e0%b8%84%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Dec 2010 11:09:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=328</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยอ่านหรือเคยได้ยินมาจากที่ไหน แต่เรื่องแพทย์ที่เก่งที่สุด 3 คนนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง และพูดให้หลายๆคนฟัง</p>
<p>คุณๆทราบกันไหมครับว่าแพทย์ที่เก่งที่สุดในโลก 3 คนมีใครบ้าง &#8230;.. เฉลยเลยนะครับ แพทย์ทั้ง 3 คนมีชื่อว่า ธรรมชาติ  เวลา  และ ความอดทนครับ จำได้ดีเลยครับว่าตอนได้ยินคำเฉลยนี้ อึ้งไปพักหนึ่งเลยครับ แล้วก็อมยิ้มพร้อมชื่นชมกับคนที่เป็นต้นคิด ซึ่งสามารถสรรหาคำตอบได้อย่างวิเศษ</p>
<p>ผมเชื่อว่าแพทย์ทั้ง 3 คนนี้สามารถรักษาได้ทุกโรค และไม่เท่านั้น แพทย์ทั้ง 3 คนนี้ยังจำเป็นกับคนไข้ทุกคนด้วย</p>
<p>แพทย์ท่านแรกเลยครับ ธรรมชาติ เชื่อไหมครับว่า ธรรมชาติเป็นผู้รักษาที่วิเศษที่สุด โรคส่วนใหญ่ของเราสามารถหายเองได้ เพราะร่างกายเรามีระบบต่างๆมากมายในการดูแลรักษาและป้องกันตัวเอง เช่น เวลาเรามีแผลเล็กๆน้อยๆแผลเราก็หายเองได้ ถ้าใหญ่หน่อย แพทย์ก็อาจจะต้องช่วยเย็บ เพื่อช่วยให้แผลอยู่ใกล้กัน หลังจากนั้นก็ต้องใชัธรรมชาติอีกนั่นแหละในการรักษา แพทย์มีหน้าที่เพียงช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมจะสมานตัวเอง หรือพวกกระดูกหัก เห็นไหมครับ เราแค่เข้าเฝือกเพื่อรอให้ธรรมชาติซ่อมแซมตัวเอง และระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ ไม่มียาใดๆหรือวิธีใดๆหรอกครับที่ทำให้กระดูกติด มีแต่ธรรมชาติเท่านั้น การกระทำหรือการรักษาของแพทย์จริงๆแล้วก็เป็นไปเพื่อช่วยธรรมชาติเท่านั้น การติดเชื้อโรคต่างๆก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ร่างกายเราก็จะต่อสู้ได้เอง และหายเองได้ แต่ถ้าร่างกายสู้ไม่ไหว หมอก็จะมีวิธีให้ยาฆ่าเชื้อต่างๆเข้าไปช่วย และรอให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายต่อสู้่กับเชื้อโรค ทำให้เราหายจากโรคได้</p>
<p>แพทย์อีกท่านหนึ่งที่สำคัญคือ เวลา ทุกอย่างต้องการเวลาครับ โรคทุกอย่างจะหายได้ก็ต้องการเวลาเช่นกัน โรคบางอย่างใช้เวลาเป็นวันในการรักษา <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-3-%e0%b8%84%e0%b8%99.html">แพทย์ที่เก่งที่สุด 3 คน</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยอ่านหรือเคยได้ยินมาจากที่ไหน แต่เรื่องแพทย์ที่เก่งที่สุด 3 คนนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง และพูดให้หลายๆคนฟัง</p>
<p>คุณๆทราบกันไหมครับว่าแพทย์ที่เก่งที่สุดในโลก 3 คนมีใครบ้าง &#8230;.. เฉลยเลยนะครับ แพทย์ทั้ง 3 คนมีชื่อว่า ธรรมชาติ  เวลา  และ ความอดทนครับ จำได้ดีเลยครับว่าตอนได้ยินคำเฉลยนี้ อึ้งไปพักหนึ่งเลยครับ แล้วก็อมยิ้มพร้อมชื่นชมกับคนที่เป็นต้นคิด ซึ่งสามารถสรรหาคำตอบได้อย่างวิเศษ</p>
<p>ผมเชื่อว่าแพทย์ทั้ง 3 คนนี้สามารถรักษาได้ทุกโรค และไม่เท่านั้น แพทย์ทั้ง 3 คนนี้ยังจำเป็นกับคนไข้ทุกคนด้วย</p>
<p>แพทย์ท่านแรกเลยครับ ธรรมชาติ เชื่อไหมครับว่า ธรรมชาติเป็นผู้รักษาที่วิเศษที่สุด โรคส่วนใหญ่ของเราสามารถหายเองได้ เพราะร่างกายเรามีระบบต่างๆมากมายในการดูแลรักษาและป้องกันตัวเอง เช่น เวลาเรามีแผลเล็กๆน้อยๆแผลเราก็หายเองได้ ถ้าใหญ่หน่อย แพทย์ก็อาจจะต้องช่วยเย็บ เพื่อช่วยให้แผลอยู่ใกล้กัน หลังจากนั้นก็ต้องใชัธรรมชาติอีกนั่นแหละในการรักษา แพทย์มีหน้าที่เพียงช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมจะสมานตัวเอง หรือพวกกระดูกหัก เห็นไหมครับ เราแค่เข้าเฝือกเพื่อรอให้ธรรมชาติซ่อมแซมตัวเอง และระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ ไม่มียาใดๆหรือวิธีใดๆหรอกครับที่ทำให้กระดูกติด มีแต่ธรรมชาติเท่านั้น การกระทำหรือการรักษาของแพทย์จริงๆแล้วก็เป็นไปเพื่อช่วยธรรมชาติเท่านั้น การติดเชื้อโรคต่างๆก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ร่างกายเราก็จะต่อสู้ได้เอง และหายเองได้ แต่ถ้าร่างกายสู้ไม่ไหว หมอก็จะมีวิธีให้ยาฆ่าเชื้อต่างๆเข้าไปช่วย และรอให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายต่อสู้่กับเชื้อโรค ทำให้เราหายจากโรคได้</p>
<p>แพทย์อีกท่านหนึ่งที่สำคัญคือ เวลา ทุกอย่างต้องการเวลาครับ โรคทุกอย่างจะหายได้ก็ต้องการเวลาเช่นกัน โรคบางอย่างใช้เวลาเป็นวันในการรักษา บางอย่างเวลาเป็นเดือนหรือบางโรคใช้เวลาเป็นปีหรือหลายๆปี ถ้าพวกเรายอมรับได้ว่าทุกอย่างต้องการเวลา ประกอบกับเรามีความอดทนซึ่งเป็นแพทย์ท่านที่ 3 การรักษาทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะสภาพจิตใจของคนไข้ก็จะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงการรักษาทำให้ดีขึ้นเช่นกัน</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น เวลาเกิดอุบัติเหตุแขนหัก คนไข้มาโรงพยาบาล แพทย์ให้ยาแก้ปวดและเข้าเฝือกให้ หมอเองก็จะแนะนำคนไข้ในการปฏิบัติตัว ถ้าคนไข้ยอมรับได้ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา และความอดทน เพื่อรอให้ธรรมชาติสมานตัวเอง ทุกอย่างก็จะราบรื่น แต่ในคนไข้บางรายอาจจะยอมรับไม่ได้ในช่วงแรก เช่น บ่นกับหมอว่าทำไมไม่หายซักที ยังเจ็บอยู่เลย บางครั้งก็ตามพยาบาลหรือหมอเวรอยู่ตลอดเวลาว่าทำไม่ไม่หาย หมอเองก็ต้องใจเย็นๆและค่อยๆอธิบายให้คนไข้เข้าใจและยอมรับ ว่ากระดูกหักก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการรักษา การที่คนไข้ไม่ยอมรับหรือ ถามอยู่ทุกวันมันก็ไม่ได้ช่วยให้กระดูกติดเร็วขึ้น รังแต่จะสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมากกว่า อาจต้องพูดทีเล่นทีจริงว่า ตอนนี้หมอทำดีที่สุดแล้ว คือเข้าเฝือกและรักษาตามหลักวิชาการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรอหมอใหญ่มาช่วยด้วยคือ ธรรมชาติ</p>
<p>แต่ผมเข้าใจเลยครับว่า  การพูดว่าให้รอธรรมชาติ เวลาและให้มีความอดทนนั้นมันพูดง่าย แต่ถ้าเราเป็นคนเจ็บป่วยขึ้นมาเอง เราก็จะไม่สบายใจ และกังวลใจ ในบางครั้งยิ่งเรารู้ดีหรือเป็นหมอแล้วเจ็บป่วยเอง เราจะยิ่งกลุ้มใจหรือกังวลใจมากถึงโรคหรืออาการที่เราเป็นอยู่ ในภาวะเช่นนั้นการเตือนตนเองมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เตือนคนอื่นเสมอไป ผมเองก็เป็นอยู่บ่อยๆครับ คงต้องฝึกตนฝึกใจอีกมาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-3-%e0%b8%84%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แพ้ยาอย่างรุนแรง ใครผิด และใครต้องรับผิดชอบ</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/drug-allergy.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/drug-allergy.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Nov 2010 11:50:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก และเข้าใจยากอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันมีปัญหาในความไม่เข้าใจกันระหว่างหมอกับคนไข้ในเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้กินยาแล้วเกิดเรื่องขึ้น ก็โทษหมอว่าหมอจ่ายยาผิด จ่ายยาไม่ดีทำให้เกิดปัญหาขึ้น</p>
<p>ก่อนอื่นคงต้องมาพิจารณากันทีละประเด็นครับ</p>
<p>1 การแพ้ยาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับยาทุกชนิด ซึ่งการแพ้ยาส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงเช่น มีผื่นขึ้น คันตามตัว มีน้อยมากที่จะมีการแพ้อย่างรุนแรง เช่นผิวลอก หรือทำให้ตาอักเสบ ฯลฯ</p>
<p>2 การแพ้ยาสามารถเกิดได้กับทุกคน และโชคร้ายที่เราไม่สามารถทำนายได้ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราได้ยาใหม่เข้าไปในร่างกาย ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกครับว่าเราจะแพ้ยาตัวนั้นหรือไม่ ไม่มีวิธีทำนายด้วย ดังนั้นหมอหรือเภสัชกรจะบอกเสมอว่าถ้ามีอาการผิดปกติหรือมีการแพ้ยาให้หยุดยาแล้วรีบมาพบแพทย์</p>
<p>3 การแพ้ยาเกิดขึ้่นได้จากร่างกายของคนคนนั้นทำปฏิกิริยาต่อต้านต่อยา ซึ่งคนอื่นๆโดยทั่วไปไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พวกเราทุกคนคงเคยกินยาพาราเซตตามอล ก็กินกันได้มีมีปัญหาอะไร แต่เชื่อไหมครับว่ามีหลายคนที่กินยาพาราไม่ได้ กินแล้ว แพ้ผื่นขึ้นก็มี แปลว่ายาพาราไม่ดีใช่ไหมครับ เราคงพูดอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นเพราะร่างกายของคนๆนั้นมีการตอบสนองต่อยาพาราที่ผิดไปเท่านั้นเอง เมื่อเรารู้แล้ว ก็ต้องรีบหยุดยา และจดไว้เสมอว่าเราแพ้ยาอะไร จะได้จำได้ และหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต</p>
<p>4 หมอจะถามคนไข้เสมอนะครับก่อนสั่งยาว่า คุณเคยแพ้ยาอะไรบ้าง รวมถึงเภสัชกร และหน้าห้องยาส่วนใหญ่ก็มีป้ายติดไว้อยู่แล้วว่า ท่านแพ้ยาอะไรกรุณแจ้งเภสัชกรด้วย ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีป้องกันไม่ให้คนไข้ได้รับยาที่เคยแพ้ซ้ำเข้าไป ซึ่งถ้ามีการช่วยกันทั้ง 2 ทั้งคนจ่ายยาและคนรับยาก็จะตัดปัญหาตรงนี้ไปได้มาก แต่เชื่อไหมครับว่า เวลาหมอถามว่าเคยแพ้ยาอะไรบ้างไหม ส่วนน้อยมากที่จะบอกว่าเคย พร้อมกับบอกชื่อยา หรือเอาใบที่จดมาให้หมอดู ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นได้จะวิเศษมาก แต่ความเป็นจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น คนไข้ส่วนใหญ่จะตอบว่า <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/drug-allergy.html">แพ้ยาอย่างรุนแรง ใครผิด และใครต้องรับผิดชอบ</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก และเข้าใจยากอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันมีปัญหาในความไม่เข้าใจกันระหว่างหมอกับคนไข้ในเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้กินยาแล้วเกิดเรื่องขึ้น ก็โทษหมอว่าหมอจ่ายยาผิด จ่ายยาไม่ดีทำให้เกิดปัญหาขึ้น</p>
<p>ก่อนอื่นคงต้องมาพิจารณากันทีละประเด็นครับ</p>
<p>1 การแพ้ยาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับยาทุกชนิด ซึ่งการแพ้ยาส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงเช่น มีผื่นขึ้น คันตามตัว มีน้อยมากที่จะมีการแพ้อย่างรุนแรง เช่นผิวลอก หรือทำให้ตาอักเสบ ฯลฯ</p>
<p>2 การแพ้ยาสามารถเกิดได้กับทุกคน และโชคร้ายที่เราไม่สามารถทำนายได้ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราได้ยาใหม่เข้าไปในร่างกาย ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกครับว่าเราจะแพ้ยาตัวนั้นหรือไม่ ไม่มีวิธีทำนายด้วย ดังนั้นหมอหรือเภสัชกรจะบอกเสมอว่าถ้ามีอาการผิดปกติหรือมีการแพ้ยาให้หยุดยาแล้วรีบมาพบแพทย์</p>
<p>3 การแพ้ยาเกิดขึ้่นได้จากร่างกายของคนคนนั้นทำปฏิกิริยาต่อต้านต่อยา ซึ่งคนอื่นๆโดยทั่วไปไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พวกเราทุกคนคงเคยกินยาพาราเซตตามอล ก็กินกันได้มีมีปัญหาอะไร แต่เชื่อไหมครับว่ามีหลายคนที่กินยาพาราไม่ได้ กินแล้ว แพ้ผื่นขึ้นก็มี แปลว่ายาพาราไม่ดีใช่ไหมครับ เราคงพูดอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นเพราะร่างกายของคนๆนั้นมีการตอบสนองต่อยาพาราที่ผิดไปเท่านั้นเอง เมื่อเรารู้แล้ว ก็ต้องรีบหยุดยา และจดไว้เสมอว่าเราแพ้ยาอะไร จะได้จำได้ และหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต</p>
<p>4 หมอจะถามคนไข้เสมอนะครับก่อนสั่งยาว่า คุณเคยแพ้ยาอะไรบ้าง รวมถึงเภสัชกร และหน้าห้องยาส่วนใหญ่ก็มีป้ายติดไว้อยู่แล้วว่า ท่านแพ้ยาอะไรกรุณแจ้งเภสัชกรด้วย ฯลฯ เหล่านี้เป็นวิธีป้องกันไม่ให้คนไข้ได้รับยาที่เคยแพ้ซ้ำเข้าไป ซึ่งถ้ามีการช่วยกันทั้ง 2 ทั้งคนจ่ายยาและคนรับยาก็จะตัดปัญหาตรงนี้ไปได้มาก แต่เชื่อไหมครับว่า เวลาหมอถามว่าเคยแพ้ยาอะไรบ้างไหม ส่วนน้อยมากที่จะบอกว่าเคย พร้อมกับบอกชื่อยา หรือเอาใบที่จดมาให้หมอดู ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นได้จะวิเศษมาก แต่ความเป็นจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น คนไข้ส่วนใหญ่จะตอบว่า เคยแพ้ แต่นานมากแล้ว และจำไม่ได้แล้วว่ายาอะไร หรือจำได้แค่ว่าแพ้ยาแก้อะไร ซึ่งก็ยังดี หมอจะพยายามถามต่อเพื่อสันนิษฐานว่ายาที่คนไข้แพ้เป็นยาอะไร และจะได้ไม่จ่ายซ้ำ แต่ในบางรายจำไม่ได้เลย หรือไม่สนใจจะจำด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้หมอลำบากใจมาก</p>
<p>5 การแพ้ยาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราควรมาช่วยกันป้องกัน และสังเกตตัวเองเวลากินยาว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ หรือถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้ยาอะไรต้องพยายามจำ และจดไว้เสมอ จะช่วยเราได้ในอนาคต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/drug-allergy.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสอนจากอาจารย์แพทย์</title>
		<link>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Oct 2010 08:44:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>InMyMind</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึกในความเป็นแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.justadoctor.com/?p=306</guid>
		<description><![CDATA[<p>ยังจำได้ดีครับ สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ศิริราชรู้สึกประทับใจในอาจารย์หลายๆท่านมาก บางครั้งคำพูดที่ท่านสั่งสอนทำให้ผมได้คิดและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนแพทย์อย่างประหลาด อาจารย์หลายๆท่านไม่เพียงสอนเรื่องวิชาความรู้เท่านั้น แต่ยังสอนถึงจิตวิญญาณ จริยธรรม และจรรยาบรรณในความเป็นแพทย์ด้วย ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างผมอยากจะนำมาถ่ายทอดที่นี่เพื่อให้น้องๆรุ่นหลังได้รับคำสั่งสอนดีๆเหล่านี้ด้วย เช่น</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;การเป็นหมอต้องวินิจฉัยและรักษาไปตามการวินิจฉัยโรค ไม่ใช่วินิจฉัยอย่าง รักษาไปอีกอย่าง อย่าหลอกตัวเอง&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;แม้ว่าหมออาจจะไม่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค แต่หมอสามารถรักษาคนไข้ได้ทุกราย&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;เป็นหมอต้องมีความรู้มากกว่าหมอตี๋ขายยา ไม่ใช่ปวดหัวก็ให้ยาแก้ปวด ไอก็ให้ยาแก้ไอ&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;เป็นหมอแล้วไม่มีจริยธรรม เลวกกว่าหมาอีก&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;พยายามให้ได้ข้อมูลมาน้อยๆ แล้วคิดอะไรได้มากๆ แต่อย่าให้ได้ข้อมูลมามากๆ แต่คิดอะไรไม่ออก&#8221;
</p>
<p> </p>
<p> ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 2 ในชั่วโมง physiology</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;จงให้ความรู้เป็นกุญแจไขความรู้สึกสำนึกของท่านเสียก่อน แล้วความรู้ที่ท่านต้องการจะเป็นของท่านง่ายขึ้น&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;ความรู้เรียนทันกันหมด สิ่งที่ใช้ apply กับคนไข้สำคัญ&#8221;</p>
<p style="padding-left: 30px;"> </p>
<p>ตอนออก OPD เด็กขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งสอนว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;">&#8220;ผมต้องต้อนพวกหมอ เพราะพวกหมอไม่พยายามต้อนตัวเอง&#8221;   

&#8220;เวลาเราฟังเสียงปอด พวกเรามักจะฟังแต่ Adventitious sound และถ้าไม่มีก็มักจะเขียนว่า lung clear, หรือ no <span style="color:#777"> . . . &#8594; Read More: <a href="https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c.html">คำสอนจากอาจารย์แพทย์</a></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยังจำได้ดีครับ สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ศิริราชรู้สึกประทับใจในอาจารย์หลายๆท่านมาก บางครั้งคำพูดที่ท่านสั่งสอนทำให้ผมได้คิดและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนแพทย์อย่างประหลาด อาจารย์หลายๆท่านไม่เพียงสอนเรื่องวิชาความรู้เท่านั้น แต่ยังสอนถึงจิตวิญญาณ จริยธรรม และจรรยาบรรณในความเป็นแพทย์ด้วย ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างผมอยากจะนำมาถ่ายทอดที่นี่เพื่อให้น้องๆรุ่นหลังได้รับคำสั่งสอนดีๆเหล่านี้ด้วย เช่น</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;การเป็นหมอต้องวินิจฉัยและรักษาไปตามการวินิจฉัยโรค ไม่ใช่วินิจฉัยอย่าง รักษาไปอีกอย่าง อย่าหลอกตัวเอง&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;แม้ว่าหมออาจจะไม่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค แต่หมอสามารถรักษาคนไข้ได้ทุกราย&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;เป็นหมอต้องมีความรู้มากกว่าหมอตี๋ขายยา ไม่ใช่ปวดหัวก็ให้ยาแก้ปวด ไอก็ให้ยาแก้ไอ&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;เป็นหมอแล้วไม่มีจริยธรรม เลวกกว่าหมาอีก&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;พยายามให้ได้ข้อมูลมาน้อยๆ แล้วคิดอะไรได้มากๆ แต่อย่าให้ได้ข้อมูลมามากๆ แต่คิดอะไรไม่ออก&#8221;<br />
</em></strong></p>
<p> </p>
<p> ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 2 ในชั่วโมง physiology</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;จงให้ความรู้เป็นกุญแจไขความรู้สึกสำนึกของท่านเสียก่อน แล้วความรู้ที่ท่านต้องการจะเป็นของท่านง่ายขึ้น&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;ความรู้เรียนทันกันหมด สิ่งที่ใช้ apply กับคนไข้สำคัญ&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"> </p>
<p>ตอนออก OPD เด็กขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งสอนว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;ผมต้องต้อนพวกหมอ เพราะพวกหมอไม่พยายามต้อนตัวเอง&#8221;</em></strong>   <br />
<strong><em><br />
&#8220;เวลาเราฟังเสียงปอด พวกเรามักจะฟังแต่ Adventitious sound และถ้าไม่มีก็มักจะเขียนว่า lung clear, หรือ no adventious sound ซึ่งเรายังไม่ได้สนใจฟังหรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่า normal breath sound คืออะไร&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em> </em></strong></p>
<p>ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 ขึ้น ward med ใหม่ๆ</p>
<p style="padding-left: 60px;">&#8220;<strong><em>อย่ากลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ไปได้หมดทุกอย่าง แต่เราต้องรู้หลักการ และความรู้พื้นฐานอย่างพอเพียง และต้องรู้ว่าเราไม่รู้อะไร และจะทำอย่างไร&#8221;  </em></strong></p>
<p style="padding-left: 60px;"><strong><em>&#8220;ความรับผิดชอบในการเรียนนี้เป็นของนักเรียนเอง&#8221;</em></strong></p>
<p> </p>
<p> ตอน round คนไข้ กับอาจารย์แผนกศัลยกรรมประสาท อาจารย์พูดขึ้นว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><em><strong>&#8220;เป็นหมอต้องพยายามรักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาเฉพาะเนื้องอก หรือมุ่งรักษาเฉพาะโรค โดยเอาโรคให้หาย แต่ถ้าคนไข้ฉิบหายก็ใช้ไม่ได้&#8221;</strong></em></p>
<p> </p>
<p>ตอนงานอบรม freshy อาจารย์ภูเก็ต ซึ่งเป็นปรมาจารย์ทาง neuroanatomy สอนว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><em>&#8220;หมอเป็นอาชีพที่พิเศษ แต่ไม่ใช่อาชีพที่วิเศษ&#8221;</em></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"> </p>
<p>จริงๆยังมีคำสอนอีกมากครับที่อยู่ในความทรงจำของผม ในหลายๆคำสอนผมยังจำอาจารย์ผู้สอนและชื่อท่านได้ดี แต่เนื่องจากผมไม่ได้ขออนุญาตท่านจึงไม่กล้าใส่ชื่ออาจารย์ใน website นี้ครับ ผมต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านมาณ.ที่นี้ด้วย</p>
<p>ด้วยความระลึกถึงบุญคุณอาจารย์เสมอ<br />
ณ.จิตต์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>https://www.justadoctor.com/mdspirit/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
